Fiction

เพลงประกอบนะจ้ะ VV
 
 
 
 

 

ยามะจัง ตอน : เสียใจ

ช่วงนี้ผมฟิตร่างกาย ฟิตกล้ามเนื้อเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับคอนเสิร์ตSUMMARYที่จะเริ่มในเร็วๆนี้ ช่วงก่อนหน้าที่จะซ้อมคอนเสิร์ตเมมเบอร์ทุกคนจึงไม่ค่อยได้เจอกันสักเท่าไหร่เลย

ช่วงนี้ผมเองก็ไม่ค่อยได้เจอ หน้ายูโตะด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่เพราะว่าผมไม่ว่างจนไม่มีเวลาไปเจอเค้าหรอกนะ แต่ดูเหมือนมันจะเป็นฝ่ายที่ไม่ว่างเองมากกว่า เห็นบอกว่าช่วงนี้มีงานอดิเรกที่สนใจเพิ่มขึ้นอีก รู้สึกว่าตอนนี้จะไปสมัครเป็นสมาชิกของชมรมขี่ม้าแล้วเรียบร้อยด้วยหลังจาก ที่ไปใช้บริการมาแล้วหลายครั้ง

วันนี้ผมมาถ่ายแบบเดี่ยวที่สตูดิโอที่นึงในโตเกียวล่ะ..

ไหนๆก็ออกมานอกบ้านแล้ว แวะไปหายูโตะที่บ้านสักหน่อยดีกว่า วันหยุดสุดสัปดาห์แบบนี้หมอนั่นคงจะไม่ออกไปไหนหรอกนะ

เรียวสุเกะก้มลงอ่านโฆษณาใบปลิวในมือ มันเป็นร้านอาหารอิตาเลียนร้านใหม่ที่เค้าพึ่งไปทานกับยูโตะเมื่อไม่นานนี้ แต่หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาเขาก็ไม่ได้เจอหน้ายูโตะอีกเลย ริมฝีปากบางได้รูปยกยิ้มนิดๆ

ผมนั่งรถไฟมาลงที่แถวบ้านยูโตะ และแวะซื้อพาสต้าที่ร้านอาหารอิตาเลียนคนละร้านกับที่ไปกินคราวที่แล้ว เห็นคราวก่อนบ่นว่าอยากกินอีก

ซื้อพาสต้าไปฝากหน่อยดีกว่า..

เรียวสุเกะเดินออกมาจากร้านอาหารอิตาเลียนด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม เค้าไกวถุงก๊อบแก๊บในมือที่ใส่กล่องพาสต้าที่พึ่งทำเสร็จร้อนๆอย่างอารมณ์ดี วันนี้ตอนเย็นพยากรณ์อากาศบอกว่าฝนจะตกในโตเกียวด้วย โชคดีที่เค้าพกร่มมาด้วย แต่ว่าวันนี้เค้าตั้งใจที่จะนอนค้างที่บ้านของยูโตะต่อเลย เพราะอย่างนั้นแล้วร่มขนาดใหญ่ที่ไม่ใช่ร่มพับจึงดูเกะกะและหนักมิใช่น้อย แต่เรียวสุเกะก็ไม่ได้สนใจมันมากเท่าไหร่นัก เค้ารู้สึกดีใจจนลิงโลดที่จะได้เจอหน้ายูโตะอีกครั้งเสียมากกว่า

ร่างเล็กหยุดยืนอยู่หน้าบ้านหลังใหญ่สไตล์ยุโรปผสมญี่ปุ่นนิดๆที่คุ้นเคย ดวงหน้าหวานแย้มยิ้มเล็กๆ และยืนหลบที่ข้างบ้านหลังนึงเพื่อกดโทรหายูโตะ

(ว่าไง มีอะไรหรอ?) เสียงทุ้มนุ่มพูดขึ้นมา เรียวสุเกะยิ้มกว้าง

“ยูโตะ วันนี้ฉันไปบ้านนายได้มั้ย?”

(เอ๊ะ?..วันนี้น่ะหรอ? อย่าพึ่งเลย..ฉันกำลังซ้อมแบบฝึกหัดกลองอันใหม่ที่พึ่งซื้อมาอยู่น่ะ ไว้วันหลังแล้วกันนะ)

“...”รอยยิ้มกว้างของเรียวสุเกะไม่ได้หุบลง แต่สายตาของเค้าเศร้าลงถนัดตา

(ยามะจังอยู่ไหนหรอ?)

“อะ..อ๋อ ที่ทำงานน่ะ”

(มีอะไรหรือเปล่า?)

“ปละ..เปล่าๆ ฉันก็แค่โทรมาถามนายเฉยๆ ดีนะเนี่ยที่โทรมาหาก่อน นายไม่ว่างพอดีเลย”

(โทษทีนะ พอดีช่วงนี้มันต้องใช้สมาธินิดนึงน่ะ)

“อื้อๆ ฉันเข้าใจๆ”เรียวสุเกะโกหกออกไปคำโต ทั้งๆที่เค้าเองก็มาถึงหน้าบ้านยูโตะแล้ว แถมยังซื้อพาสต้ามาฝากด้วยอีกต่างหาก ไม่รู้ทำไมเค้าถึงตอบยูโตะกลับไปแบบนั้น อาจจะเป็นเพราะว่าน้ำเสียงที่ดูเหนื่อยล้าของยูโตะล่ะมั้ง.. ที่ทำให้เรียวสุเกะคิดไปเองว่าถ้าเค้าบอกว่าอยู่ที่หน้าบ้านยูโตะ ยูโตะอาจจะรู้สึกลำบากใจก็ได้..

(งั้นแค่นี้ก่อนนะ ไว้เดี๋ยวค่ำๆโทรไปหานะ)

“อื้อ”

ทำไมนะ.. เรื่องแค่นี้ ทำไมผมถึงได้รู้สึกน้อยใจจังเลย..

ถ้าหมอนั่นรู้ว่าผมมาหามันถึงบ้านแล้ว มันจะให้สำคัญกับผมมากกว่ากลองหรือเปล่านะ อยากจะรู้จริงๆ..

มันก็คงไม่มีทางเลือกแล้วสินะ.. โดนตอบกลับมาแบบนี้ก็ต้องกลับบ้าน เราเองก็ดันไปพูดแบบนั้นอีก แต่จะให้พูดความจริงไปก็รู้สึกแย่ที่ไปรบกวนเวลาส่วนตัวของมันอีก

เฮ้อ~เซ็ง

อารมณ์นี้ยังไม่รู้สึกอยากกลับบ้านเลย.. แวะกลับไปที่ร้านคาเฟ่ที่ไปกับยูโตะบ่อยๆดีกว่า หาอะไรกินด้วย

ผมเดินหันหลังจากบ้านยูโตะมา ใจมันรู้สึกหนักอึ้งยังไงก็ไม่รู้ มันก็จริงอยู่ที่ผมคิดมากแล้วก็น้อยใจกับคำพูดของมัน แต่มันก็เป็นความผิดของผมเอง ที่คิดจะมาเซอร์ไพรส์มัน แต่ว่ามันดันไม่ว่างและก็กำลังอยู่ในช่วงเวลาส่วนตัวด้วย

แต่มันก็รู้สึกเสียใจอยู่ดีอ่า T_T

 

#คาเฟ่ seishun

                ในที่สุดผมก็มาถึงที่ร้านคาเฟ่ที่แต่ก่อนแวะมากับยูโตะอยู่บ่อยๆ ที่ร้านนี้เคยใช้เป็นที่นัดเจอกันของเพื่อนๆที่โรงเรียนด้วย เวลาที่นัดไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าหรือร้องคาราโอเกะกันก็จะใช้ร้านนี้เป็นสถานที่ที่นัดเจอกันอยู่เสมอ

เรียวสุเกะห้อยวางร่มขนาดใหญ่ที่พกมาไว้ที่ราวแขวนร่มด้านนอกทางเข้าร้าน ด้านในร้านมีลูกค้าบางตาไม่ค่อยมากนัก เรียวสุเกะเลือกนั่งตรงริมหน้าต่างข้างในสุด และสั่งเมนูเดิมที่มักจะสั่งอยู่บ่อยๆเวลาที่มาที่ร้านนี้

อาหารชุดถูกวางไว้อยู่ตรงหน้า เรียวสุเกะคว้าแก้วที่บรรจุน้ำครีมโซดาสีเขียวใส มือเล็กจับที่ปลายหลอดคาเอาไว้แบบนั้น ดวงตากลมโตเหม่อลอยไร้จุดหมาย

เสียงกระดิ่งของร้านครั้นที่ลูกค้าเปิดประตูเข้ามาในร้านดังกรุ๋งกริ๋ง เรียวสุเกะดึงสติตัวเองกลับมาได้ และเริ่มลงมือทานอาหารตรงหน้า อาหารของร้านที่นี่ เรื่องค่าใช้จ่ายเวลาที่คิดเงิน ให้วางเงินเอาไว้ตรงที่ตะกร้าเล็กๆใต้โต๊ะได้เลย จะให้ราคาเกิน หรือเท่ากับค่าอาหารเลยก็ได้ แม้จะเป็นช่องโอกาสที่ทำให้คนโกงได้ แต่ร้านนี้ก็ยังคงใช้วิธีนี้ทำอยู่ตราบจนถึงวันนี้ ซึ่งก็เป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของร้านนี้ด้วย

“เฮ้อ~”ผมพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ เพราะยูโตะน่ะแหละ..มันคนเดียวเลย ตั้งแต่ผมเดินกลับมาจากบ้าน มันในหัวของผมมีแต่เรื่องของมันทั้งนั้นเลย

“สองที่นะครับ..เชิญตามสบายเลยครับ”เสียงพนักงานดังขึ้น มีคู่รักคู่นึงนั่งอยู่อีกฝั่งเลยจากตรงที่ผมนั่งไปนิดหน่อย

โอ๊ย! เดี๋ยวนี้ยูโตะมันไม่คิดจะสนใจความรู้สึกผมบ้างเลยหรือยังไงกัน!?>O<

ก็ใช่!! ตอนนี้มันก็ยังส่งข้อความมาหาผมอยู่ แต่ว่าแล้วจะทำไมล่ะ!? ยังไงมันรู้สึกว่ามันไม่เพียงพออยู่ดีนี่นา!

ชึ หงุดหงิดว้อยยยย>O

ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเล่นเกมส์ และสายตาก็เหลือบไปเห็นยูโตะเดินเข้ามาในร้านพอดี ผมสะดุ้งตกใจที่จู่ๆก็เห็นมันเดินเข้ามาในร้าน แต่ทว่ามันเดินข้ามไปอีกฝั่งที่อยู่เยื้องกันกับผมไปเล็กน้อย

เอ๊ะ? ไหนมันบอกว่าต้องซ้อมกลองไม่ใช่หรือไง? แล้วทำไมถึงมาที่คาเฟ่นี้ล่ะ? มีนัดกับใครกะทันหันอย่างนั้นหรอ?

ผมไม่สามารถหยุดความสนใจในเรื่องของมันได้เลย ผมกระเถิบตัวพยายามมองไปยังโต๊ะที่อยู่เยื้องจากโต๊ะของผมไปเล็กน้อง

“ขอโทษทีๆ รอนานมั้ยๆ”มันนั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม และหันไปสั่งน้ำอัดลมกับพนักงาน

ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร...

ผมไม่เข้าใจผิดแน่ๆ..มันอยู่กับผู้หญิงคนอื่น..

แล้วผู้หญิงคนนั้นผมก็รู้จักเป็นอย่างดีด้วย..เธอคือ โอโกะ เพื่อนร่วมชั้นเดียวกันกับผม..

“สุซุกะจังมาถึงนานแล้วหรือยัง?”

ห๊ะ? หมอนี่เรียกโอโกะว่าสึซึกะจังตั้งแต่เมื่อไหร่..อยู่ห้องเดียวกันเหมือนกันทำไมผมไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย น่าโมโหว่ะ! แม่ง.. บอกกับผมว่าไม่ว่างจะซ้อมกลอง ไอ้ตอแหลเอ้ย..ที่แท้ก็มีนัดกับโอโกะอย่างนั้นหรอ!?

ผมรู้สึกโกรธจนทำอะไรไม่ถูก สิ่งที่ผมคิดได้อย่างแรกก็คือ สิ่งที่ผมคิดอยู่ในตอนนี้อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญที่เข้าใจผิดก็ได้ เพราะฉะนั้นแล้ว สิ่งที่จะยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญก็คือตัวยูโตะเอง..

ผมตัดสินใจส่งข้อความไปหายูโตะระหว่างที่มันกำลังนั่งคุยกับโอโกะอยู่

- ซ้อมกลองอยู่สินะ เป็นยังไงบ้าง? –

มันอาจจะเป็นข้อความที่ประหลาดไปสักหน่อยที่จู่ๆผมก็ส่งไปแบบนี้ แต่ผมอยากรู้ว่ามันจะตอบกลับมายังไง ผมนั่งจ้องมองมันจากทางด้านหลัง แปปเดียวมันก็ล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง โอโกะมองมาที่ยูโตะ และเหลือบมองมาแถวๆผมด้วย ผมรีบหลบมาหลังเก้าอี้ หยิบหมวกและผ้าปิดปากขึ้นมาใส่อำพรางหน้าตาตัวเองทันที

แปปเดียวมันก็พิมพ์ข้อความส่งตอบกลับมา

 

- อื้ม กำลังฝึกอยู่เลยล่ะ แบบฝึกหัดใหม่มันต้องใช้สมาธิพอสมควรเลย เดี๋ยวฉันขอปิดเครื่องก่อนนะ แล้วเดี๋ยวค่ำๆโทรไปหานะ – จาก ยูโตะ

 

ผมอ่านข้อความที่มันส่งตอบกลับมาแล้วรู้สึกเหมือนหน้าชาไปทั้งแถบ ผมพูดอะไรไม่ออก หัวสมองมันขาวโพลนไปหมด

ยูโตะ..โกหกผมหรอ?..

ผมเงยหน้าขึ้นไปดูฝั่งตรงที่นั่งตรงนั้นอีกครั้ง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ยูโตะยกมือเรียกพนักงานพอดี มันหันมาทางผม ผมจึงเห็นใบหน้าของมันได้อย่างชัดเจน..

ไม่ผิดแน่ๆ.. นั่นคือยูโตะ.. ยูโตะโกหกผมจริงๆน่ะหรอ.. ผมไม่อยากจะเชื่อเลย

 

- อย่างนั้นหรอ –

 

ผมส่งตอบกลับไปสั้นๆ ยูโตะหยิบไอโฟนขึ้นมาดูอีกครั้ง ก่อนจะเก็บใส่กระเป๋ากางเกงตามเดิมโดยที่ไม่ได้ตอบอะไรผมกลับมาอีก ซึ่งนั่นมันทำให้ผมรู้สึกแย่กว่าเดิม

ตั้งแต่ผมคบกับมันมา ผมไม่เคยถูกมันโกหกขนาดนี้มาก่อน มันจะเป็นเรื่องบังเอิญไม่ได้ว่าสิ่งที่ผมเห็นมันเป็นเพียงแค่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยที่ยูโตะไม่ได้ตั้งใจ เพราะหมอนี่บอกว่าจะซ้อมกลองอยู่ที่บ้าน มันก็ไม่ใช่เรื่องอยู่แล้วถ้ามันจะมานัดเจอคนอื่นแบบนี้ ผมไม่เคยโกรธเลย ถ้ามันบอกผมว่ามันไปกับใคร ถ้ามันบอกกับผมมาตรงๆผมจะรู้สึกดีมากกว่านี้อีก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่ายูโตะนอกใจผม เมื่อปีก่อนผมเคยเข้าใจผิดว่ามันชอบฮานะจังที่เป็นเพื่อนสมัยเรียน แต่เรื่องนั้นก็เคลียร์แล้วไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ แล้วสิ่งที่ยูโตะทำในตอนนั้นก็เพื่อให้ผมรู้ใจตัวเอง..ซึ่งในตอนนั้นผมก็ทำตัวงี่เง่าเอง อันนี้ผมยอมรับเลย

แล้วเหตุการณ์ที่ผมเห็นตรงหน้านี้มันคืออะไร..

สิ่งที่ผมคิดได้ในตอนนี้ก็คือหยิบเงินออกมาจากกระเป๋าสตางค์วางไว้ที่ตะกร้าด้านล่างแล้วรีบออกจากร้านนี้ไปให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้

ผมคว้ากระเป๋าเป้ขึ้นสะพาย หยิบถุงพาสต้าขึ้นมาด้วย ผมเดินผ่านไปตรงทางเดินของร้าน ยิ่งเห็นหน้ามันใกล้ๆมันก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก

“หลังจากนี้ไปร้องคาราโอเกะกันมั้ย?”โอโกะ

“อื้อ ดีนะๆ ช่วงนี้ฉันไม่ค่อยมีโอกาสได้ไปเลยด้วย”ยูโตะตอบด้วยน้ำเสียงที่ดูดีใจเล็กน้อย

เรียวสุเกะรู้สึกว่าขาที่ก้าวเดินนั้นหนักอึ้ง อยากจะเดินหนีไปให้ไวที่สุดแต่เสียงสนนทนาของทั้งสองคนนั้นมันก็ยังเล็ดลอดเข้ามาในหูอยู่ดี เรียวสุเกะก้าวพ้นเขตโต๊ะของทั้งสอง เค้าก็รีบวิ่งออกจากร้านไปทันที

เรียวสุเกะรีบร้อนวิ่งออกมาจากร้าน โดยไม่ทันได้คว้าร่มที่แขวนไว้หน้าร้านมาด้วย เค้าวิ่งออกมาอย่างสุดกำลังจนเหนื่อยหอบอยู่ที่ริมถนนแห่งหนึ่ง เค้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองวิ่งมาอยู่ตรงไหน รู้ตัวอีกทีรอบกายก็เต็มไปด้วยบ้านของผู้คนไม่ใช่ร้านรวงดั่งเช่นเดินเล่นมาก่อนหน้านี้

ผมรู้สึกช็อคกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนพูดอะไรไม่ออกจริงๆ.. แบบนี้หรือเปล่านะที่เค้าเรียกว่าแฟนนอกใจ?..

ในตอนนี้ผมรู้สึกเสียใจ และหดหู่มากจนไม่อยากจะเจอหน้าใครทั้งนั้น ผมอยากอยู่คนเดียว และตอนนี้ผมก็ไม่รู้สึกอยากกลับบ้านเลยแม้แต่สักนิดด้วย แม้ว่านี่ก็ใกล้จะมืดแล้วก็ตาม

ผมควรจะทำยังไงดี?

ผมจะถามเรื่องนี้กับมันไปตรงๆดีมั้ย?..

แต่ว่า..ถ้ามันตอบผมกลับมาตรงๆล่ะ..

ผมจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปโดยที่ทำเป็นไม่รับรู้อะไรเลยดีมั้ยนะ?

หยดน้ำฝนเม็ดใหญ่ตกลงตรงแก้มของเรียวสุเกะพอดิบพอดี เรียวสุเกะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เปลี่ยนเป็นสีเทาอึมครึม เหมือนกับความรู้สึกของเค้าตอนนี้ไม่มีผิด.. สายฝนเม็ดใหญ่เทกระหน่ำลงมาโดยที่เรียวสุเกะยังคงยืนแช่อยู่ที่เดิมในท่าแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าก่อนจะก้มหน้าลงช้าๆ และก้าวเดินท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมา แต่ทว่าเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็สะดุดเข้ากับแง่งปูนซีเมนต์ที่ยื่นออกมาจนล้มลงไปกับพื้น หัวเข่าทั้งสองข้างกระแทกพื้นปูนเต็มแรง กล่องพลาสติกที่บรรจุพาสต้ามากระเด็นออกจากถุงแตกอยู่ตรงหน้า..

เรียวสุเกะพยายามยันกายลุกขึ้นยืน แต่หัวเข่าทั้งสองข้างเจ็บแสบมากจนล้มลงไปกับพื้นอีกรอบ

“ฮึก..”เรียวสุเกะไม่สามารถสะกดกลั้นความรู้สึกเสียใจที่มีอยู่เต็มอกของตัวเองตอนนี้เอาไว้ได้อีกต่อไป ดวงตากลมโตแดงก่ำรื้นไปด้วยน้ำตา ฟันขาวขบริมฝีปากร่างจนขาวซีด

“อึ่ก..มันเจ็บนะ ยูโตะ ฮึ่ก”เรียวสุเกะยันตัวลุกขึ้นนั่ง หัวเข่าทั้งสองข้างถลอกปอกเปิกเนื้อผ้ายีนส์ที่บางถลอกขาดจนเห็นเลือดไหลออกมาเป็นทางยาว เรื่องราวภาพความทรงจำเรื่องราวในอดีตหลั่งไหลเข้ามาในความคิดของเรียวสุเกะไม่ขาดสาย

 

“จะจานนน..! น่ารักใช่ไหม? เหมาะกับยามะจังที่สุดเลยยย”

            “หา=__=”ผมไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้เลย ผมจ้องมองที่คาดผมนั้น อย่าบอกนะว่ามันซื้อมาให้ผมจริงๆ

            “ใส่ให้ดูหน่อยสิO.oยามะจังใส่แล้วต้องน่ารักแน่ๆเลย^-^”มันยิ้มแฉ่ง

            ผมหยิบที่คาดผมนั้นมาใส่ ยูโตะยิ้มกว้างกว่าเดิม 

“ว่าแล้วเชียวว่ายามะจังใส่แล้วต้องน่ารัก น่ารักที่สุดเล้ย หมั่นเขี้ยว งื้อ~” 

“ไม่ว่าจะอีกนานเท่าไหร่ ยามะจังก็คือคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดของฉันเสมอนะ..” 

 

“บ้าที่สุด! บ้าๆๆ!!”เรียวสุเกะยกกำปั้นขึ้นทุบพื้นอย่างเจ็บใจ ก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นมา โยนถุงพาสต้าและกล่องพาสต้าที่ชุ่มน้ำฝนไปหมดลงถัง

ผมเคยคิดว่ามันจะมองแค่ผมคนเดียว..ตอนนี้คงจะไม่ใช่แล้วสินะ

เห็นเหตุการณ์แบบนี้ ผมไม่สามารถคิดในแง่ดีได้เลยว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ..

“ยามะดะ?”เสียงใครบางคนดังขึ้นจากทางด้านหลังผม

“ฮิคารุคุง..?”

“ทำไมเปียกฝนแบบนั้นล่ะ เอ๊ะ! นายหกล้มหรอ!?”ฮิคารุถือล่มสีใส ในมือเต็มไปด้วยถุงก๊อบแก๊บที่บรรจุผักผลไม้เต็มไปหมด

“อะ..อื้อ”ผมพยายามปาดน้ำตาออกจากหน้าให้หมด ฝนตกหนักแบบนี้ฮิคารุคุงคงจะมองไม่ออกหรอก

“นี่นายร้องไห้หรอเนี่ย?”ฮิคารุคุงจับแก้มผมแทบจะทันที ความลับที่ผมพยายามปกปิดเอาไว้แตกแทบทันทีที่ผมสบตากับเค้า

“ฮึก..อื้อ”พอได้ยินเค้าพูดแบบนั้นผมก็เริ่มร้องไห้ออกมาอีกครั้ง

“เฮ้ย ใจเย็นๆก่อน.. มีเรื่องอะไร ค่อยๆพูดค่อยๆจาก็ได้..”

“ฮึ่ก..ฮิคารุคุง ฮือToT”

“ใจเย็นๆก่อน.. แวะมาที่บ้านฉันหน่อยมา”

“จะดีหรอ?”ผมยืนตัวแข็ง รู้สึกเกรงใจขึ้นมา

“นายจะเดินกลับทั้งๆที่แผลเหวอะหวะแบบนั้นไม่ได้นะ มาที่บ้านฉันก่อนเลยจะทำแผลให้ด้วย”ฮิคารุคุงดึงผมเข้าไปอยู่ในร่มคันเดียวกัน แล้วเดินนำทางไปทันที

 

ตลอดทางที่ผมเดินกับฮิคารุ ผมไม่กล้าพูดอะไรออกมา และตัวผมเองก็ไม่เคยไปที่บ้านของฮิคารุคุงมาก่อนเลยด้วย จิเนนชอบไปเที่ยวเล่นอยู่ที่บ้านของฮิคารุคุงอยู่บ่อยๆ เห็นจิเนนบอกว่าบ้านสะอาดมากๆเลย ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือช่วงที่หยุดยาวครอบครัวของฮิคารุคุงจะแวะมาอยู่ด้วยที่บ้าน เพราะฉะนั้นแล้วส่วนใหญ่ฮิคารุคุงจึงอยู่บ้านคนเดียวตลอด

เค้าเป็นรุ่นพี่คนเดียวในจั้มพ์ที่แม้แต่ตอนนี้ผมก็ยังรู้สึกกลัวเค้า เพราะเค้าเป็นคนที่เดาอารมณ์ความรู้สึกได้ยากมาก มีอยู่ครั้งนึง สมัยที่ผมเป็นJr.ตอนที่ไปเที่ยวกันที่สวนสนุกผมไปพูดอะไรสักอย่างนี่แหละ แล้วโดนฮิคารุคุงตะโกนด่ากลับมาว่า “อย่ามาพูดจาล้อเล่นกันนะเว้ย!” แล้วตอนนั้นเสียงเค้าน่ากลัวมาก ผมเงียบมาตลอดทางเลย แทบจะไม่อยากไปสวนสนุกเลยด้วยตอนนั้น แล้วพอมาถึงที่สวนสนุกฮิคารุคุงดันมาบอกว่าเค้าแกล้งหยอกผม เท่านั้นแหละผมร้องไห้โฮออกมาเลย มันเป็นเหตุการณ์ที่ผมลืมไม่ลงเลยจริงๆ มันเป็นเรื่องที่น่าอายด้วยที่ผมร้องไห้ออกไปแบบนั้น แต่ตอนนั้นผมรู้สึกกลัวเค้ามากจริงๆ เพราะผมเดาอารมณ์ฮิคารุคุงไม่ออกจริงๆว่าเค้าโกรธจริงหรือแกล้งโกรธกันแน่T^T

 

เรียวสุเกะเดินเข้ามาในบ้านที่อยู่ในอพาร์ตเมนต์ของฮิคารุ เขาถอดรองเท้าที่เปียกชุ่มน้ำวางไว้ข้างๆรองเท้าของฮิคารุ ฮิคารุเดินหายเข้าไปอีกห้อง ก่อนจะกลับมาพร้อมกันกับเสื้อผ้าชุดหนึ่ง

“ใส่นี่ไปก่อน เดี๋ยวจะไม่สบายเอา”

“ขอบคุณนะ..”ผมรับชุดมาถือเอาไว้ในมือ ฮิคารุคุงบุ้ยปากบอกห้องน้ำอยู่ทางซ้ายมือ ผมหิบเสื้อผ้าไว้ในอ้อมแขนและวางกระเป๋าเป้ไว้ที่พื้นไม้ปาร์เก้ และเดินเข้าไปในห้องน้ำ ระหว่างทางที่เดินผมก็สำรวจรอบบ้านของฮิคารุ ของทุกอย่างถูกจัดวางกันอย่างเป็นระเบียบ ดูกจากตรงนี้แล้วน่าจะเป็นห้องสองห้อง ห้องน้ำหนึ่ง แล้วก็ห้องครัว

หน้าประตูห้องน้ำมีพรมยางรูปกบสีเขียววางอยู่ หน้าประตูที่ปิดเอาไว้มีสติกเกอร์นูนติดเอาไว้ว่า TOILET ผมเปิดประตูเข้าไปข้างในห้องน้ำ กลิ่นคล้ายๆกับอโรม่าโชยกินขึ้นมาอ่อนๆ ผมหันไปทาด้านซ้ายมีโถที่จุดเทียนอโรม่าเอาไว้อยู่น่าจะเป็นกลิ่นดอกลาเวนเดอร์

ผมถอดกางเกงถอดชั้นในถอดทุกอย่างในร่างกายออกจนเหลือเพียงตัวเปลือยเปล่า ด้านหน้าผมมีกระจกบานใหญ่ขนาดเท่าครึ่งตัวตั้งเอาไว้อยู่ ผมก้มลงมองตรงบริเวณหัวเข่าที่เป็นแผลถลอกเหวอะหวะ เลือดสีแดงสดไหลผ่านหน้าแข้งเป็นทางยาวไปจนถึงข้อเท้า ในตอนแรกผมไม่รู้สึกเจ็บเลย แต่ตอนนี้กลับเริ่มรู้สึกแสบๆและตึงๆขึ้นมาแล้ว

เรียวสุเกะเดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับเสื้อยืดสีเหลืองและกางเกงขาสั้น ฮิคารุนั่งรออยู่ที่ห้องนั่งเล่นอยู่ก่อนแล้ว

“วางไว้ในตะกร้านั้นเลย เดี๋ยวซักแห้งให้เอง”

“จะดีหรอ..เดี๋ยว..”

“ช่างเถอะน่า มาๆมานั่งตรงหน้าจะทำแผลให้”ฮิคารุคุงตบเบาะโซฟาข้างๆตัว ผมใส่เสื้อผ้าเข้าไปในตะกร้าผ้า และเดินมานั่งที่ตรงโซฟา โต๊ะกระจกใสตรงหน้ามีกล่องยาสีขาวกล่องเบ้อเริ่มวางอยู่ ฮิคารุคุงเปิดฝากล่องออก และหยิบหยูกยาขึ้นมาอย่างชำนาญ

“เมื่อกี้นี้ล้างแผลในห้องน้ำมาแล้วหรือยัง?”

“ล้างแล้ว”

“อืม..”ฮิคารุคุงพึมพำในลำคอ แล้วหยิบสำลีออกมาจากกระปุกกลมๆสีขาวที่วางซ้อนอยู่ด้านใน ก่อนจะหยิบขวดแอลกอฮอล์ เบนตาดีน และคัตเติ้ลบัตออกมาวางเรียงกัน

“เอ่อ..เดี๋ยวทำเองก็ได้”ผมเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมา และทำท่าจะไปหยิบสำลีมาจากมือของฮิคารุคุง

“ไม่ได้!”

“กะ..ก็ได้”ผมนั่งตัวแข็งแต่โดยดี ทำไมต้องทำหน้าจริงจังกันด้วยล่ะ

ลืมไป.. ว่าฮิคารุคุงเป็นพวกจริงจังกับเรื่องพวกการปฐมพยาบาล หรือพวกที่จะต้องทำแผล และในกระเป๋าส่วนตัวของเค้าก็จะพกยาพวกนี้ติดตัวอยู่เป็นประจำเลยด้วย เค้าก็เลยกลายเป็นเหมือนกระเป๋าโดเรม่อนประจำวงไปโดยปริยาย

ผมเตรียมตัวนั่งตัวเกร็ง สะกดกลั้นเสียงตัวเองไม่ให้แหกปากร้องออกไป แต่สำลีชุบแอลกอฮอล์ที่แตะลงเบาๆที่บริเวณแผลของผม แผ่วเบามากจนผมรู้สึกจั้กจี้ ฮิคารุคุงมือเบามากๆ

นิ้วยาวๆจับนู่นจับนี่ทายาให้ผมจนสุดท้ายก็แปะพลาสเตอร์ยาให้จนเสร็จเรียบร้อย

“เสร็จแล้ว!”

ปิ๊ก!

ฮิคารุกดปิดกล่องปฐมพยาบาลเบาๆ และหันมามองเรียวสุเกะที่นั่งหัวเปียกอยู่ข้างๆ เรียวสุเกะจ้องตาฮิคารุกลับ แล้วก็หลบสายตาไปดื้อๆ

“แล้วเป็นไง.. ทำไมไปยืนร้องไห้ตากฝนมาแบบนั้นล่ะ?”

“ก็..”เรียวสุเกะอ้ำอึ้ง ดวงตากลมโตกลอกไปมารอบเบ้า ตั้งแต่ที่เข้ามาในบ้านของฮิคารุเขาก็ลืมเรื่องของยูโตะไปได้ชั่วครู่ แต่เมื่อฮิคารุถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ภาพอันแสนเจ็บปวดก็ฉายขึ้นในใจของเรียวุสเกะอีกครั้ง

“ทะเลาะกับยูโตะมาหรอ?”ฮิคารุถามขึ้นมาเงียบๆ เรียวสุเกะหยักหน้าหงึกหงัก น้ำตาร่วงเผลาะลงบนหลังมือทั้งสองข้างของตัวเองอย่างควบคุมไม่ได้

“นายนี่ขี้แยเหมือนตอนเด็กไม่เคยเปลี่ยนเลยนะเนี่ย”

“ฮิคารุคุงT^T”

“ถ้านายอยากเล่าก็เล่าให้ฉันฟังได้นะ ถ้าไม่อยากเล่าก็ไม่ต้องเล่าก็ได้ไม่เป็นไร”ฮิคารุพูดด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่ดูสบายๆ และหยิบนิตยสารข้างตัวขึ้นมาเปิดอ่าน

เรียวสุเกะนั่งก้มหน้า สูดน้ำมูกดังฟื้ดๆ น้ำตาเจ้ากรรมพาลไหลตลอดเวลาที่นึกถึงเรื่องของยูโตะจนพูดอะไรไม่ออกเลยสักคำ

“อย่าเอาแต่ร้องไห้สิ”ฮิคารุลูบแขนเรียวสุเกะเบาๆอย่างปลอบโยน เรียวสุเกะพยักหน้า

“กะ..ก็ ฉันจะเล่าเรื่องของฉันให้ฮิคารุคุงฟังได้จริงๆใช่มั้ย?”

“ได้สิ”

“ก่อนหน้านี้ฉันไปหายูโตะที่บ้าน แต่ก่อนที่ไปก็ไม่ได้บอกก่อนล่วงหน้าว่าจะไปหา ก็เลยซื้อพาสต้าไปฝาก แล้วพอมาถึงหน้าบ้านยูโตะแล้วก็ค่อยโทรไปหา แต่ปรากฏว่ายูโตะบอกว่าไม่ว่าง ต้องซ้อมแบบฝึกหัดกลองใหม่ที่พึ่งซื้อมา ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนะถ้าอยากจะฝึกซ้อม ตัวฉันก็ผิดเองที่ไม่ได้บอกก่อนล่วงหน้า.. แต่ว่าฉันดันไปเห็นยูโตะอยู่ในร้านอาหารกับผู้หญิงคนนึงน่ะสิ..”

“นั่นไง..พลาดซะแล้วยูโตะเอ้ย”

“พูดแบบนี้หมายความว่ายังไงหรอ?”

“เปล่าๆ ฉันหมายถึงว่า ยูโตะอาจจะเผลอลืมบอกนายก็ได้”

“แต่ฉันมั่นใจ ว่ายูโตะโกหกฉันนะ!!”

“เข้าใจ..ว่านายโกรธยูโตะ แต่มามัวร้องไห้แบบนี้มันก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอกนะ”

“อื้อ..”ผมไม่ได้รู้สึกดีใจกับคำพูดปลอบใจของฮิคารุคุงเลยแม้แต่สักนิด=.=

ไม่รู้ว่าเค้าเคยรักใครหรือเปล่า.. ถ้าเค้าได้ลองมารักใครสักคนนึง แล้วมารู้เอาทีหลังว่าคนที่เรารักอยู่กำลังนอกใจ ร้อยทั้งร้อยก็เสียใจกันทั้งนั้นแหละ รวมทั้งผมด้วย..ช็อคเลยล่ะ คงเพราะผมเชื่อใจแล้วก็ไว้ใจมันมากล่ะมั้ง ก็เลยกลายเป็นแบบนี้ เพราะเรื่องนี้หรือเปล่านะที่ยูโตะเคยถามตอนที่ไปเที่ยวกันที่โรงแรมของคุณปู่ทาคาคิ ว่าถ้าสักวันนึงไม่มีมันแล้วผมจะเป็นยังไงน่ะ..

“แต่ว่าบางทีได้ร้องไห้มันก็ทำให้ความรู้สึกที่อัดอั้นในใจมันทุเลาลงก็ได้นะ”จู่ๆฮิคารุก็มีท่าทีที่เปลี่ยนไป

“อืม..”ผมพึมพำในลำคอ ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนหัวมันชาจนคิดอะไรไม่ออกไปหมด

“งั้นฉันกลับบ้านก่อนดีกว่า..”ผมคว้ากระเป๋าเป้ชุ่มน้ำที่วางอยู่ที่พื้นขึ้นมาสะพาย

“อ้าว จะกลับแล้วหรอ ฉันยังไม่ได้ซักแห้งชุดของนายเลยนะ อยู่ที่นี่ก่อนสักพักสิแล้วค่อยกลับสิ”ฮิคารุคุงเรียกรั้งผมเอาไว้

“อื้ม”ผมนั่งลงตามคำขอของฮิคารุคุงอย่างว่าง่าย เพราะผมก็ไม่ได้รู้สึกอยากออกไปข้างนอกพบเจอผู้คนสักเท่าไหร่ อีกอย่างอยู่กับฮิคารุคุงตอนนี้ก็ไม่เสียหายอะไรด้วย

“เอ้า ทานน้ำชาผสมน้ำผึ้งก่อน จะได้รู้สึกดีขึ้น”ฮิคารคุงวางถ้วยชาขนาดเล็กตรงหน้าผม ผมขอบคุณเค้าแล้วหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบดื่ม

ผมรู้สึกชุ่มคอขึ้นมาเล็กน้อย หลังจากที่นั่งเงียบดื่มชามาสักพัก พอนั่งเงียบแล้วก็เริ่มรู้สึกมีสติกับเรื่องที่เกิดขึ้นมามากยิ่งขึ้น

“ถ้าฉันเป็นนาย เจอคนที่รักไปอยู่กับคนอื่นแบบนี้ก็คงจะเสียใจเหมือนนายล่ะนะ”ฮิคารุคุงพูดขึ้นมา เป็นจังหวะเดียวกันกับที่โทรศัพท์ของผมสั่นขึ้นมาพอดี

ผมล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงผ้ายืดขาสั้นที่ยืนฮิคารุคุงใส่ขึ้นมาดู

- ยูโตะ –

“ไม่รับหรอ?”ฮิคารุเอ่ยถามผมขึ้นมา

“อืม”ผมพึมพำและกดรับสาย

(ยามะจัง~ ทานข้าวเย็นยัง)

“...”

(ฮัลโล๊~ ได้ยินเสียงฉันมั้ย?)

“อื้ม”

(เป็นอะไร? ตอนนี้ฉันโทรไปรบกวนหรอ?)

“ยูโตะ..”

(ว่าไง..?)

“วันนี้ซ้อมกลองสนุกมั้ย?”

(เอ๊ะ? อ๋อ! สนุกสิ! แหมเรื่องแบบนี้ไม่เห็นจะต้องถามกันเลยนะ~ ช่วงนี้จิเนนสนใจเล่นกีตาร์โปร่งขึ้นมาด้วย ยามะจังสนใจเล่นด้วยมั้ย? ฉันเปิดรับสอนเดี่ยวตัวต่อตัวแบบพิเศษสุดๆไปเลยน้า~)

“อย่างนั้นหรอ..ดูน่าสนุกจังเลยเนอะ..”

ยูโตะ...คนหลอกลวง..

 

 

 

ตอนต่อไป >> ฮิคารุ


โอโกะซุซุกิ
 

 

 

วีนัส : ฉากฝนตก อินมาจากละครเรื่องลูกชายในอุดมคติ ฮ่าๆ ใครลองนึกฟีลนั้นตามจะได้อารมณ์ตามเลยล่ะ(><) ส่วนเรื่องโอโกะเค้านำมาเขียนด้วยโดยสร้างมาจากข่าวลือที่กุ๊กกิ๊กกับยูโตะในห้อง (>_<) ยังไงก็ช่วยติดตามตอนต่อไปด้วยนะจ้ะ ช่วงนี้อาจจะอัพไม่ค่อยติดต่อกันเพราะต้องทำซับละครเรื่องRisou No Musuko (ลูกชายในอุดมคติ) ติดตามได้ที่นี่เลยนะจ้ะ >> http://allaboutheysayjump.blogspot.com/

edit @ 27 Jan 2012 17:11:47 by venus

 
 
 
 


วีนัส : เนื่องจากว่าตอนนี้ อาจจะมีบางส่วนในตอนของริวทาโร่ ที่อาจจะทำร้ายความรู้สึกของแฟนคลับริวทาโร่ แต่นี่เป็นเพียงฟิคชั่นเท่านั้น อาจจะมีเรื่องจริงเข้ามาเป็นส่วนประกอบ หากใครไม่ชอบก็ข้ามตอนนั้นไปได้เลยนะคะ อย่ามาว่าเราเลยนะT^T เราต้องดำเนินเรื่องไปแบบนี้เพื่อให้เนื้อเรื่องมีที่มาและที่ไปนะจ้ะT^T
 
 

ริวทาโร่

ตอน : ความรู้สึก?

“วันนี้นายช่วยอยู่ข้างๆฉัน...รับฟังเรื่องราวของฉันหน่อยจะได้มั้ย?”

ผมไม่รู้ว่าตัวผมกำลังคิดหรือ กำลังรู้สึกอะไรอยู่ ผมไม่เข้าใจตัวเองเลยสักนิดว่าทำไมผมถึงพูดคำนั้นออกไป จู่ๆมันก็หลุดออกมาโดยไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ตัวอีกที เคย์โตะก็พูดขึ้นมาว่า

“ได้สิ..ไปหาอะไรทานแถวนี้กันมั้ยล่ะ?”เค้าตอบรับคำขอของผมอย่างนิ่มนวล

เคย์โตะมักจะอ่อนโยนและมีความเป็นสุภาพบุรุษมากกว่าคนอื่นเสมอ แต่ในมุมมองผมผมคิดว่าเค้าเป็นคนขี้กลัวและชอบทำตัวอ่อนแอมากกว่า

“อื้อ”ผมตอบรับ และเคย์โตะก็เดินนำผมไปก้าวนึง ผมเดินตามหลังเค้า ในใจรู้สึกว้าวุ่นอย่างบอกไม่ถูก ทั้งเรื่องยูริ ทั้งเรื่องทาคาคิ ไหนยังจะมาเรื่องบ้าๆนั่นที่ทำให้ผมรู้สึกโกรธมากๆอีก

“ไปนั่งกันที่สวนแถวนี้มั้ย อากาศดีอยู่นะ”เคย์โตะพูดขึ้นมา ผมพยักหน้าตอบส่งๆ และเดินตามเค้าไปอย่างเหม่อลอย

“นายอยากทานอะไร?”เคย์โตะถามขึ้นมาเมื่อเดินมาถึงตรงหน้าป้ายที่เขียนชื่อสวนสาธารณะเอาไว้อยู่

“อะไรก็ได้”ผมตอบอย่างไม่ได้ สนใจอะไรนัก จริงๆแล้วผมไม่รู้สึกหิวเลยแม้แต่สักนิดเลยด้วย แต่ถ้าจะไปตอบปฏิเสธก็ดูจะทำร้ายน้ำใจเคย์โตะไปสักหน่อย

“งั้นเดี๋ยวฉันไปนั่งรอข้างในแล้วกัน”ผมพูดจบก็ไม่รอให้เคย์โตะตอบรับ ผมเดินเข้ามาในสวนสาธารณะข้างในทันที

กับเคย์โตะผมไม่ต้องสนใจว่าเค้า จะโกรธ เค้าจะไม่พอใจกับการกระทำของผม เพราะฉะนั้นแล้วเวลาที่ผมอยู่กับเคย์โตะผมก็เลยมักจะทำอะไรตามใจตัวเองอยู่ เสมอๆ

ต้นไม้ข้างในสวนสาธารณะเป็น ต้นไม้ขนาดใหญ่ ให้ร่มเงาและเขียวขจี ดอกไม้หลากหลายสีสันเริ่มเบ่งบานสะพรั่งในช่วงหน้าร้อน สายลมเย็นๆพัดเอากลิ่นอายความสดชื่นขึ้นมา ริวทาโร่นั่งลงที่เก้าอี้สาธารณะตัวนึงที่จัดวางอยู่ใต้ต้นไม้ขนาดใหญ่ในที่ ลับตาผู้คน ใบหน้าเรียวมลก้มลงมองฝ่ามือตัวเองอย่างนิ่งงัน

สายลมเย็นๆที่พัดผ่านตัวริวทา โร่ไปนั้น ไม่ได้ช่วยทำให้เขารู้สึกใจเย็นตามขึ้นมาเลยแม้แต่สักนิดเดียว เขารู้สึกเครียดกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้จนรู้สึกปวดหัวไปหมด ภาพที่เห็นยูริแฟนของเค้านอนซบไหล่ทาคาคิเมมเบอร์ร่วมวงที่หลงรักยูริแฟนของ เค้า ยิ่งนึกถึงเท่าไหร่ก็ยิ่งเจ็บมากเท่านั้น เขาพยายามอยู่หลายครั้งที่จะไม่กลับไปคิดถึงภาพเก่าๆที่เค้าเคยเห็นมาปะติด ปะต่อกัน แต่ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งตอกย้ำให้หวนกลับไปคิดถึงเรื่องราวแบบนั้นมากยิ่ง ขึ้น

มันไม่ใช่เป็นความเครียด หรือความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นมาเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ แต่มันเป็นแบบนี้มาได้สักพักแล้ว จากที่แค่เป็นความรู้สึกสงสัย กลายเป็นหวง และในที่สุดก็กลายเป็นเจ็บปวด เขาไม่สามารถหักห้ามตัวเองไม่ให้หวงยูริแฟนของเค้าได้เลย มันอาจจะเป็นความคิดที่เห็นแก่ตัว ถ้าเค้าจะคิดว่ายูริจะอยู่กับเขาตลอดไป และจะต้องเป็นของเขาคนเดียวเท่านั้น

ถ้าไม่มีทาคาคิเข้ามา..ยูริก็คงจะไม่เป็นแบบนี้..

ริวทาโร่รู้สึกเครียดมากจนผ่อน ลมหายใจออกมาแรงๆ เขาล้วงหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากช่องเล็กๆที่ซ่อนอยู่ข้างในกระเป๋าเป้ มันคือซองบุหรี่..

เขาหยิบบุหรี่มวนนึงขึ้นมานั่ง มอง เรื่องราวมากมายผุดขึ้นในหัว ทั้งเรื่องที่บ้าน เรื่องยูริ เรื่องทาคาคิ หลายๆเรื่องที่เขาถูกกดดันมาตลอด

แป๊ก!

ไฟสีส้มอ่อนพ่นออกมาจากไฟแช็คสี เงิน นิ้วเรียวคีบบุหรี่ไว้ที่มือข้างซ้ายระหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลางและปล่อยให้ มันมอดไหม้ไปช้าๆโดยที่ยังไม่ได้สูบมัน..

“ริวจังไม่เคยคิดจะเชื่อใจฉันเลยหรอ!”

เสียงของยูริดังก้องอยู่ในหัว ของริวทาโร่ และภาพที่ยูริวิ่งไปกอดทาคาคิหลังจากที่เรือคว่ำตอนที่เล่นล่องแก่งก็ฉาย ขึ้นมาในหัวของริวทาโร่อีกครั้งราวกับภาพยนตร์ที่ถูกกรอฉายเล่นซ้ำอยู่ในหัว ริมฝีปากบางเม้มที่ปลายบุหรี่สูบเข้าไปนิดหน่อยและพ่นไอสีขาวออกมา นิ้วเรียวบีบขมับขมวดคิ้วมุ่น

“นายยังไม่เลิกมันอีกหรอ..”เสียงเคย์โตะดังขึ้น ริวทาโร่ยัดมวนบุหรี่เข้าไปในกล่องที่เขี่ยบุหรี่ทันที

“....”

“ถ้านายเครียด นายก็พูดเรื่องที่นายเครียดให้คนอื่นฟังสิ ทำแบบนี้มันไม่ดีเลยนะ”

“ฉันรู้น่า! ฉันไม่ใช่เด็กแล้วนะไม่ต้องมาสั่งมาสอนกันได้มั้ย!”ผมโวยขึ้นมาเสียงดัง เคย์โตะถอนหายใจและยื่นกล่องข้าวให้ผม

“ข้าวหน้าไก่..นี่น้ำ”เคย์โตะส่งขวดน้ำเย็นเฉียบให้ผม ผมรับกล่องข้าวมาวางไว้บนตัก

“ขอบใจ..”ผมเปิดกล่องข้าวขึ้นมา ไก่ทอดหั่นเป็นชิ้นๆวางเรียงสวยงาม แต่ผมกลับไม่รู้สึกหิวเลยแม้แต่สักนิด

“นายบอกจิเนนเรื่องนี้ไปแล้วหรือยัง?”เคย์โตะถามขึ้นมา

“ยัง..”

“ถ้านายไม่บอกเดี๋ยวมันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่นะ..นายก็รู้ว่าจิเนนเกลียดคนที่มีความลับ.. โดยเฉพาะนาย”

“ฉันรู้น่า..”

“ริวทาโร่..ฉันจะเตือนนายในฐานะ เพื่อนนายคนนึงนะ นายอาจจะหาว่าฉันทำเป็นสอนก็เถอะ แต่นายควรจะเลิกมันซะ เรื่องนี้มีแค่ฉันกับยูโตะรู้เท่านั้น มันคงจะไม่ดีแน่ๆถ้าสักวันนึงเรื่องของนายถูกพูดในสังคมวงกว้าง..”

“อืม”ผมตอบรับในลำคอ ผมรู้ว่ามันไม่ดี..และผมก็จะเลิกมัน.. แต่ผมยังไม่พร้อมถ้าจะบอกเรื่องนี้กับยูริ

ริวทาโร่ตักข้าวและไก่ขึ้นมา หนึ่งคำเข้าปากอย่างเชื่องช้า ลิ้นของเค้าชาด้านจนรู้สึกเหมือนไร้รสชาติเพราะพิษรักที่ทำให้อะไรก็ดูไร้รส ชาติไปเสียหมด

 

“จูบฉันหน่อยสิ”

            “สูงขึ้นเยอะเลยนะเนี่ย^^ ไม่รอกันมั่งเลยนะ”

“ที่แท้ริวจังชอบยามะจังใช่ไหมล่ะ ตัวYที่นายว่าต้องเป็นยามะจังแน่ๆ อย่าคิดว่าฉันจะไม่รู้ล่ะ ริวจังตามใจยามะจังทุกเรื่องเลย ต้องใช่ยามะจังแน่ๆ”

“ริวจังอ้ะ!”

 

“เฮ้ย! ริวทาโร่ นายเป็นอะไร! ใจเย็นก่อนๆ!”เคย์โตะร้องออกมาอย่างตกใจ ที่หันหน้ามาอีกทีก็เห็นน้ำตานองหน้าริวทาโร่เต็มไปหมด

ริวทาโร่วางกล่องไว้ข้างตัว น้ำตาจำนวนมากไหลออกมามากเสียจนมองเห็นตักของตัวเองเลือนราง น้ำตาแห่งความรู้สึกเสียใจและหลากหลายอารมณ์ระเบิดออกมาอย่างสุดจะกลั้น เขาพยายามหลายครั้งที่จะไม่ร้องไห้ต่อหน้ายูริ และเขาก็ทำมันสำเร็จด้วยดีมาโดยตลอด แต่ไม่รู้ทำไม ตอนนี้หัวใจมันถึงได้รู้สึกเจ็บปวดมากเหลือเกิน

“จะ..ใจเย็นๆก่อนสิ”เคย์โตะรีบ วางข้าวกล่องไว้ข้างตัวแล้วกระเถิบตัวเข้ามาใกล้ๆเพื่อตบบ่าปลอบริวทาโร่ เบาๆ และทันทีที่เขาตบบ่าริวทาโร่ ร่างเล็กกว่าก็ระเบิดร้องไห้ออกมา

“ฮึก..! ฮือ”

“นะ..นี่..ใจเย็นก่อนสิ”เคย์โตะไม่รู้จะทำยังไง และไม่รู้จะปลอบยังไงดีด้วย เขาจึงทำได้แต่เพียงลูบไหล่ริวทาโร่เพื่อปลอบใจ

“นี่ เคย์โตะ นายรู้มั้ยว่าฉันรักยูริเพราะอะไร”เสียงทุ้มๆของริวทาโร่ ครั้นเมื่อสะอึกก้อนสะอื้นเลยทำให้เสียงแหลมสูงขึ้นมาจากเดิมนิดหน่อย

“เพราะอะไรหรอ?”

“ฉันตอบไม่ได้..ฉันรักเค้า .. มันอาจจะเป็นแค่คำว่ารัก..ตะ..แต่ว่า ฉันรักยูริมากจริงๆเลยนะคะ..เคต..เคย์โตะ!”ริวทาโร่ก้มหน้าลงกับฝ่ามือของตัวเองโดยไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมา

“อะ..อื้อ”เคย์โตะตอบรับเสียงเบา ราวกับว่าถ้าเขาตอบเสียงดังมากกว่านี้เค้าจะทำให้ริวทาโร่ร้องไห้หนักมากยิ่งขึ้น

“ฮึก..เคย์โตะ.. อึ่ก..ฉันควรจะทำยังไงดี ฉันหงุดหงิดที่ตัวฉันเป็นอย่างนี้ ฉันไม่อยากหึงหรือทำตัวไม่ดีเวลาที่อยู่กับยูริเลย แต่นายเข้าใจมั้ยว่าเวลาที่เห็นคนที่เรารักอยู่กับคนอื่น มันรู้สึกเจ็บมากแค่ไหน.. นายคงรู้ ฮึก..แล้วใช่มั้ยว่าทาคาคิชอบยูริ..”

“อะ..อื้ม”เคย์โตะจำใจตอบออกไปอย่างช่วยไม่ได้ มาถึงตรงนี้แล้วปิดเรื่องนี้ต่อไปก็คงจะไร้ประโยชน์

“ฉันขาดยูริไม่ได้..เค้าคือ ทุกอย่างของฉัน..ฮึก เคย์โตะ ฉันเห็นยามะจังกับยูโตะรักกันแล้วบางทีฉันก็รู้สึกอิจฉา ทำไมความรักของฉันตอนนี้มันถึงได้ขมขื่นขนาดนี้กันนะ..ฮึก”ริวทาโร่เงยหน้า ขึ้นมาช้าๆ น้ำตาเม็ดใหญ่ใหลอาบใบหน้ามน ดวงตากลมโตแดงก่ำ ปลายจมูกโด่งเป็นสีชมพูอ่อนระเรื่อ ริวทาโร่ปาดน้ำตาออกจากแก้มหลายต่อหลายครั้ง แต่น้ำตาก็ยิ่งไหลออกมามากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ราวกับน้ำตามากมายนี้เป็นตัวบ่งบอกถึงความเสียใจที่มีอยู่เปี่ยมล้นของริวทา โร่

“เวลาที่ฉันเห็นยูริยิ้มเวลาที่ ทาคาคิทำอะไรเปิ่นๆ ฉันจะรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้ง.. ฉันไม่อยากเป็นแบบนี้เลย เพราะฉันรู้ดีว่ายูริไม่ชอบให้ฉันทำตัวต่อต้านแบบนั้น..ฮึก..อึ่ก ฮือ..แต่ทำยังไงได้.. ฉันก็อยากบอกยูริกลับไปเหมือนกัน ว่าที่ฉันเป็นแบบนั้นก็เพราะว่าฉันรักเค้า ฉันอยากให้เค้ายิ้มและหัวเราะให้ ไม่มีอะไรที่เยียวยาจิตใจของฉันได้ดีเท่ากับรอยยิ้มของยูริอีกแล้ว.. ฉันไม่เข้าใจตัวเองเลยว่า ช่วงระยะเวลาไม่กี่ปี ทำไมฉันถึงได้รักคนๆนี้มากถึงขนาดนี้กันนะ...ฮึ่ก..เคย์โตะ..นายคงได้ยินที่ ยูริตอบฉันในตอนนั้นใช่มั้ย.. ที่เค้าบอกว่าทำไมฉันไม่เชื่อใจเค้าบ้าง..ไม่ใช่ว่าฉันไม่ใช่เชื่อใจเค้า แต่ฉันหึงเค้าที่อยู่ใกล้ทาคาคิ ทั้งๆที่ยูริก็รู้ตัวว่าหมอนั่นกำลังแอบชอบอยู่..”

เคย์โตะน้ำตาซึมและเริ่มจะ รู้สึกอยากร้องไห้ตามริวทาโร่ขึ้นมา แม้ว่าตัวเขาจะไม่เข้าใจถึงความรู้สึกจริงๆของริวทาโร่ เพราะว่าเขาไม่ใช่ริวทาโร่ แต่ทุกอย่างที่ริวทาโร่พูดออกมา มันออกมาจากใจ.. ริวทาโร่ที่เป็นคนที่พูดไม่เก่ง ปากแข็ง และไม่ยอมอะไรง่ายๆ เขายังรู้สึกแปลกใจเลยว่าทำไมริวทาโร่ถึงเปิดเผยความรู้สึกให้เขาฟังมากถึง ขนาดนี้

“ฉันไม่รู้จะทำยังไงที่จะรั้งยู ริเอาไว้..ไม่อยากจะคิดเลยว่าสักวันนึงอาจจะเป็นวันที่ฉันจะต้องกลับมาอยู่ ตัวคนเดียวอีกครั้ง แต่มันก็อดคิดไม่ได้ว่าสักวันนึงมันอาจจะเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นมาจริงๆ..”ริ วทาโร่พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ และเริ่มพูดทุกๆอย่างออกมาราวกับกำลังนั่งพูดนั่งคิดอยู่คนเดียว

“ฉันอยากจะเชื่อตัวยูริให้ถึง ที่สุด..เชื่อว่าเค้ารักฉันเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน.. แต่วันก่อนฉันถามคำนี้กับเค้า แล้วแววตาที่เค้ามองฉันกลับมามันเปลี่ยนไป.. แม้ว่าเค้าจะตอบกลับมาว่าเค้ารักฉันเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกของฉันมันกลับไม่รู้สึกดีใจกับคำพูดนั้นเหมือนแต่ก่อนเลยสัก นิด..”ริวทาโร่สะอื้นไห้และสูดน้ำมูกเข้าไปดังฟื้ด

“ฉันว่าตอนนั้นยูริอาจจะกำลังสับสนก็ได้นะ..”เคย์โตะออกความเห็นขึ้นมา หลังจากที่นั่งเงียบน้ำตาซึมไปนาน

“นั่นสินะ..”ริวทาโร่พึมพำกับตัวเองมากกว่าที่จะตอบเคย์โตะ

“ถ้านายรักจิเนนมาก นายควรจะทำดีกับเค้าให้มากที่สุดเท่าที่นายจะทำได้จะดีกว่านะ ฉันไม่ได้แช่งหรือจะพูดทำให้นายเสียใจนะ แต่ในเวลานี้นายควรจะไปง้อจิเนน และพูดทุกๆอย่างที่นายคิด เหมือนที่นายพูดกับฉัน รักษาความรักเอาไว้ตอนนี้ยังดีกว่าสูญเสียความรักนั้นไปโดยที่ไม่ทันได้ รักษามันเอาไว้เลยดีกว่านะ”เคย์โตะตัดสินใจเลือกที่จะพูดความรู้สึกของตัว เองออกมาทั้งหมด ริวทาโร่ไม่ยอมตอบคำพูดของเคย์โตะไปพักใหญ่ จนเคย์โตะเริ่มกังวลว่าตนเองพูดอะไรให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่พอใจอีกหรือเปล่า

“อืม..นั่นสิเนอะ! จริงอย่างที่นายว่าจริงๆด้วย!! ขอบคุณมากเลยนะ!!”จู่ๆ ริวทาโร่ก็โถมตัวเข้ามากอดคอเคย์โตะอย่างกะทันหันโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันได้ ตั้งตัว เคย์โตะที่ปรกติก็เป็นคนซุ่มซ่ามอยู่แล้วก็หงายหลังหอบร่างริวทาโร่กลิ้งลง กับพื้นหญ้าไปด้วย

ขลุกขลักๆ ปึก!

“โอ๊ย เจ็บๆๆ”เคย์โตะรู้สึกปวดก้นกบที่กระแทกดินแข็งๆอย่างแรง ริวทาโร่นอนทับอยู่บนตัวของเคย์โตะ จู่ๆเขาก็หัวเราะออกมา

“ฮ่าๆ ฮะๆ..!”ริวทาโร่ระเบิดหัวเราะออกมาอีกครั้งเมื่อเห็นเศษขี้ดินเปื้อนเต็มหน้าเคย์โตะไปหมด

เคย์โตะไม่รู้ว่าความรู้สึกที่เค้ารู้สึกอยู่นี้คืออะไร..แต่เค้ารู้สึกดีใจที่เห็นริวทาโร่ยิ้มออกมาได้

ริวทาโร่ยันตัวลุกขึ้นยืน และส่งมือให้เคย์โตะยันตัวลุกขึ้นยืน แต่ก็แกล้งปล่อยมือออกจนเคย์โตะล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปอีกรอบ

“ฮ่าๆๆๆ!”ริวทาโร่หัวเราะชอบใจจน ตัวงอเป็นกุ้ง เคย์โตะก็ไม่ถือโกรธอะไรซ้ำยังหัวเราะตามด้วยอีกต่างหาก รอบตัวของทั้งสองคนเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ที่ทั้งสองคนก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงรู้สึกมีความสุขขึ้นมาในตอน นี้..

 

 

“ฉันจะไปบ้านยูริและ! ขอบคุณนายมากนะเคย์โตะ!”ริวทาโร่ตบบ่าเคย์โตะแรงๆ จนร่างสูงสะดุ้งเหวอ

“เบาๆก็ได้นี่..”

“ไปก่อนล่ะ บาย~”พูดจบผมก็หันหลังให้เคย์โตะ และเดินตรงดิ่งไปที่สถานีรถไฟที่เป็นสายที่ตรงไปยังบ้านยูริ

ตอนนี้ก็ห้าโมงกว่าๆแล้ว.. ยูริคงจะถึงบ้านแล้วล่ะ..

ผมเดินไปซื้อตั๋วและขึ้นมาบน รถไฟ ตลอดทางที่อยู่บนรถไฟ ผมพยายามสงบสติอารมณ์ตัวเอง แต่มันก็ทำได้ยากเหลือเกิน ยิ่งจะถึงป้ายที่จะลงเท่าไหร่ สติผมก็ใกล้จะกระเจิดกระเจิงเท่านั้น..

ทันทีที่ผมก้าวลงจากรถไฟเดินมา ยังสถานีในละแวกบ้านที่ยูริอาศัยอยู่ ผมรู้สึกเหมือนมีทุ่นเหล็กวางทับอยู่บนบ่าทั้งสองข้างจนหนักอึ้งไปหมด โทรศัพท์ของผมสั่นขึ้นมาอีกครั้ง เคย์โตะส่งข้อความมาให้..

- Good Luck ^^O-

                จาก เคย์โตะ

ผมกำโทรศัพท์เอาไว้ในมือแล้วหย่อนเก็บใส่เข้าไปข้างในกระเป๋าเป้อีกครั้ง ระหว่างทางที่เดินจากสถานีไปยังบ้านของยูริใช้เวลาราวๆ15นาทีและระหว่างทางเดินก็จะมีแต่บ้านหลังเดี่ยวๆ เลยไม่ค่อยได้เห็นผู้คนเดินสวนมาสักเท่าไหร่

ช่วงระหว่างทางที่ผมกำลังจะเดินไปบ้านของยูรินั่นเอง ฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก

“เฮ้ย! ซวยล่ะ”ผมมองซ้ายมองขวามองหน้ามองหลัง หาชายคาบ้านหรือตึกเพื่อหลบฝน แต่มันก็ไม่มีที่จะบังหรือหลบฝนได้เลยสักที่ ผมเลยต้องจำใจวิ่งฝ่าฝนมาที่บ้านของยูริ

ประตูเล็กๆหน้าบ้านของยูริไม่ได้ล็อคเอาไว้ ผมรีบวิ่งไปหลบที่ชายคาเล็กๆตรงประตูทางเข้าบ้าน และเอื้อมมือไปกดออด

ทั้งๆที่วันนี้อากาศก็ไม่ได้ร้อนอะไร ทำไมฝนตกลงมามันถึงได้รู้สึกหนาวขนาดนี้กันเนี่ย..

เฮือก..หนาวชะมัด..

นิ้งหน่อง~

ผมเอื้อมมือที่สั่นๆของตัวเองไปกดออดอีกครั้ง ทุกอย่างนิ่งเงียบ ผมพยายามเงี่ยหูฟังเสียงข้างหลังประตูแต่ก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย

นิ้งหน่อง~

ผมกดออดอีกครั้ง และยืนสั่นรออย่างมั่นคง

กริ๊ก~

ผมได้ยินเสียงปลดล็อคลั่นขึ้นมา ประตูไม้สีน้ำตาลเปิดออกช้าๆ ร่างเล็กบอบบางในชุดเสื้อยืดสีขาวและกางเกงผ้ายืดสีเทาปรากฏกายตรงหน้าผม

“ยะ..ยูริ”ปากของผมสั่นกึกๆจนฟันกระทบกัน ยูริเงยหน้าขึ้นมองผมด้วยสายตาที่ตกใจ

ฝึ่บ!

ผมคว้าร่างเล็กเข้ามากอดทันที ไออุ่นจากร่างตรงหน้ามาพร้อมๆกับกลิ่นอายที่คุ้นเคย ผมซุกหน้าลงบนกลุ่มผมนิ่มนั้นอย่างหลงใหลและลืมตัว

“ระ..ริวจัง?”น้ำเสียงของยูริดูประหลาดใจมากกว่าแข็งกร้าว ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมรู้สึกชื้นใจขึ้นมาหน่อยนึง

ริวทาโร่ผละตัวออกมาจากยูริ เสื้อขาวคอวีที่ร่างเล็กสวมใส่เปียกน้ำเป็นทางยาว เมื่อริวทาโร่มองเห็นหน้าของยูริชัดๆแล้วเค้าก็รู้สึกอยากร้องไห้ออกมา อย่างบอกไม่ถูก.. ไม่รู้ความรู้สึกอะไรที่ทำให้เขารู้สึกแบบนี้ขึ้นมา

“ขะ..ขอโทษ..ให้ อะ..อภัยฉันเถอะนะ..ยะ..ยูริ”ริวทาโร่สบตากับยูริที่ตัวเล็กกว่า เขาพยายามสะกลั้นน้ำตาของตัวเองไม่ให้ไหลออกมาอย่างยากลำบาก

“...”ยูรินิ่งเงียบมองกลับมาที่ริวทาโร่ด้วยสายตาที่อีกฝ่ายยากจะคาดเดาความรู้สึก

“...นะ..”น้ำตาอุ่นๆไหลลงอาบ แก้มของริวทาโร่ แม้ว่าหยดน้ำฝนจะเกราะเต็มใบหน้าของริวทาโร่จนแยกไม่ออกว่าอันไหนคือน้ำฝน อันไหนคือหยาดน้ำตาก็ตาม แต่ยูริก็จับความรู้สึกได้ว่าริวทาโร่กำลังร้องไห้อยู่

“อื้ม”ยูริตอบรับในลำคอ ริวทาโร่ยิ้มกว้างออกมา เขาพูดอะไรออกมาไม่ออกนอกจากพยักหน้าอยู่แบบนั้น และรู้สึกอายที่กอดยูริไปเมื่อกี้นี้จนไม่มีความกล้าที่จะทำแบบนั้นอีกเป็น ครั้งที่สอง

“งะ..งั้นฉันกลับบ้านก่อนนะ”ริวทาโร่ก้มหน้าก้มตาพูดจบก็หันหลังเดินกลับ

“นี่..”ยูริเรียกรั้งริวทาโร่เอาไว้

“จะเดินตากฝนกลับไปแบบนั้นหรอ?”

“เห๊ะ? อะ..อ๋อ ก็..”ริวทาโร่พยักหน้าแทนคำพูด

“เข้ามาข้างในก่อนสิ..”ยูริพูดจบก็หันหลังเดินเข้าไปข้างในบ้านทันที

ถึงแม้ว่าภายนอกจะดูว่ายูริเป็น คนที่เปิดเผยความรู้สึก แต่จริงๆแล้วผมเข้าใจดีว่าเค้าเป็นคนที่ซ่อนความรู้สึกอะไรหลายๆอย่างไว้ใน ตัวเยอะมาก และบางทีก็จะไม่พูดหรือบอกความรู้สึกนั้นออกมาตรงๆด้วยอีกต่างหาก

ผมถอดรองเท้าและถุงเท้าที่เปียก ชื้นวางไว้ที่ชั้นวางรองเท้า โชคดีของผมที่กระเป๋าเป้ที่ผมหิ้วมาเป็นแบบพลาสติกเลยกันน้ำได้พอสมควร เสื้อผ้าข้างในบางตัวที่ยังไม่ได้ใส่ก็เอามาเปลี่ยนตอนนี้ได้ด้วย

พอผมเดินเข้ามาข้างในห้องนั่ง เล่นเพื่อจะทักทายคุณพ่อกับคุณแม่ของยูริ แต่กลับไม่มีใครอยู่เลย บ้านทั้งบ้านเงียบสงัด ผมเลยคิดเอาเองว่ายูริอาจจะอยู่บ้านคนเดียวในตอนนี้ก็เป็นได้

ยูริเดินไปหยิบผ้าขนหนูมายื่นให้ผม และเดินไปนั่งที่โซฟาในห้องนั่งเล่น

“ห้องน้ำอยู่ทางซ้ายมือ..”เค้าพูดออกมาแค่นี้

ยังโกรธอยู่สินะ..

ผมเดินมาเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำ เดินกลับมาที่ห้องนั่งเล่นก็เห็นยูรินอนหลับคู้ตัวอยู่บนโซฟาแล้ว..

ริวทาโร่วางกระเป๋าเป้ลงบนโซฟา แล้วเดินอ้อมมานั่งอยู่ตรงพื้นพรมตรงหน้าโซฟาที่ยูรินอนอยู่ เขามองใบหน้ายามหลับใหลของยูริอย่างนิ่งเงียบอยู่นาน ราวกับจะจดจำทุกอย่างบนใบหน้าของยูริ

บางสิ่งบางอย่าง เมื่อมันมาถึงจุดขีดสุดแล้ว เขาก็คงไม่สามารถยืดเยื้อมันต่อไปได้อีก.. ริวทาโร่แทบไม่อยากจะคิดถึงอนาคตระหว่างเขากับยูริเลย มันไม่ดีที่เขามองในแง่ลบแบบนี้ แต่สำหรับริวทาโร่ที่ปรกติก็เป็นคนที่คิดในแง่ลบอยู่แล้ว มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยที่เค้าจะคิดแบบนี้

ริวทาโร่สัมผัสเส้นผมนิ่มสลวยของยูริอย่างแผ่วเบา ก่อนจะจุมพิตลงเบาๆที่ริมฝีปากหยักสวยเป็นกระจับได้รูป..

“อื้ม?”ยูริลืมตาขึ้นช้าๆ เขาตกใจนิดหน่อยที่เห็นหน้าริวทาโร่อยู่ในระยะที่ใกล้มากๆ

“นายหลับไปน่ะ..งั้นฉันกลับบ้าน ก่อนนะ”ผมลุกขึ้นยืน และเดินไปคว้ากระเป๋าเป้ที่เช็ดจนแห้งหมดแล้วขึ้นมาสะพายบนบ่า ยูริยันตัวขึ้นนั่งและไม่ได้ตอบรับอะไรกับคำพูดของผม

“งั้นไปก่อนนะ”ผมไม่หวังที่จะรอ ให้ยูริพูดอะไรกับผม แค่เค้าไม่โกรธผม ผมก็ดีใจมากแล้ว เทียบกับการกระทำที่ผมทำรุนแรงใส่เขาในห้องน้ำของปั๊มน้ำมัน มันไม่น่าแปลกที่ยูริจะโกรธผม.. ผมยอมรับผิดในสิ่งที่ผมทำลงไปแต่โดยดี

ฝึ่บ!

จู่ๆยูริก็วิ่งมากอดผมจากทางด้านหลังอย่างเงียบงัน.. ผมยืนตัวแข็งไม่กล้าขยับเขยื้อนตัว

“เค้ารักริวทาโร่นะ..รักริวทาโร่คนเดียว..”

ผมรู้สึกเหมือนคำพูดของยูริเป็น น้ำอุ่นๆราดลงบนหัวใจที่เย็นชืดของผมให้กลับขึ้นมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ผมรู้สึกดีใจมาก จนใจเต้นแรง คำพูดของเคย์โตะฉายวนขึ้นมาในหัวอีกครั้ง

 

“ฉันว่าตอนนั้นยูริอาจจะกำลังสับสนก็ได้นะ..”

“ถ้านาย รักจิเนนมาก นายควรจะทำดีกับเค้าให้มากที่สุดเท่าที่นายจะทำได้จะดีกว่านะ ฉันไม่ได้แช่งหรือจะพูดทำให้นายเสียใจนะ แต่ในเวลานี้นายควรจะไปง้อจิเนน และพูดทุกๆอย่างที่นายคิด เหมือนที่นายพูดกับฉัน รักษาความรักเอาไว้ตอนนี้ยังดีกว่าสูญเสียความรักนั้นไปโดยที่ไม่ทันได้ รักษามันเอาไว้เลยดีกว่านะ”

 

ริวทาโร่หันหน้ากลับมาหายูริที่ตัวเล็กกว่า สายตาของเขานุ่มนวลจนรู้สึกเหมือนแก้วตาดำของเค้าจะเป็นมันขลับขึ้นมา

“อื้ม ฉันก็รักยูริคนเดียวเหมือนกันนะ ยูริคือทุกอย่างของฉันนะรู้มั้ย.. ขอโทษนะ ที่ทำตัวไม่ดีมาตลอดเลย ฉันดีใจมากเลยนะที่ยูริให้อภัยฉัน.. ฉันจะพยายามปรับปรุงตัวให้ดีกว่านี้นะ..”

“ฉันเชื่อใจริวจังนะ^^ เพราะฉะนั้นแล้ว ริวจังมีอะไรจะต้องบอกฉันคนแรกเลยนะรู้มั้ย^^?”ยูริยิ้มหวาน

“อื้ม!”ริวทาโร่ตอบรับคำพูดของ ยูริอย่างกระตือรือร้น มือทั้งสองข้างนึงยื่นออกมาตรงหน้าในใจนึกอยากจะดึงร่างเล็กเข้ามากอดอีก ครั้งแต่รู้สึกเขินอายจึงทำเป็นเกาศีรษะแทน

“ให้ฉันเดินไปส่งมั้ย?”ยูริถามระหว่างที่ผมเดินมาใส่รองเท้าตรงหน้าประตูบ้าน

“อ๋อ ไม่เป็นไร ข้างนอกฝนยังตกอยู่เดี๋ยวจะไม่สบายเอา”ผมตอบและคว้ารองเท้าผ้าใบขึ้นมาใส่ แต่ก็ค้นพบว่ามันเปียกชุ่มไปหมด

“เอาคู่นี้ไปใส่ก่อนสิ เค้าให้ยืม”ยูริหยิบรองเท้าผ้าใบสีฟ้าอ่อนออกมาจากตู้เก็บรองเท้าข้างทางเดินไปยังตัวบ้านด้านใน

“ของใครหรอ? จะดีหรอ?”ผมมองรองเท้าผ้าใบคู่นั้นอย่างชั่งใจ

“อื้อ ไม่เป็นไรหรอก คู่นี้แม่ซื้อมาให้ฉันน่ะ แล้วมันใหญ่ไปนิดนึงว่าจะเอาไปเปลี่ยนสักหน่อยแต่ก็ลืมตลอดเลย ริวจังเอาไปใส่ก่อนก็ได้แล้วค่อยเอามาคืนวันหลัง”

“งั้นหรอ..ขอบใจนะ”ผมรับรองเท้าคู่นั้นมาใส่ และผมก็ใส่มันได้พอดิบพอดี หรือเพราะว่าผมเป็นคนเท้าเล็กกันนะ?

“ข้างนอกฝนตกอยู่ เอาร่มไปก่อนสิ”ยูริส่งร่มให้ผม พอเปิดประตูบ้านกางมันออก คันจิเขียนว่า ‘อาราชิ’ ก็เด่นหราทั่วทั้งร่ม

“กลับบ้านดีๆนะ”ยูริอวยพรให้ผม พอหันหลังไปก็เห็นยูริโบกมืออำลาให้หยอยๆ

“อื้อ เดี๋ยวกลับไปถึงบ้านจะส่งข้อความไปหานะ”

“อื้อๆ รีบกลับเถอะ เดี๋ยวฝนตกหนักอีก”

“อื้ม!^^”

ริวทาโร่หันหลังให้ยูริและเดิน ออกมาจากบ้านของยูริท่ามกลางสายฝนโปรยปราย ยูริเหม่อมองแผ่นหลังของริวทาโร่ด้วยสายตาที่เศร้าสร้อย..โดยที่ริวทาโร่ไม่ รู้ตัวเลย

ผมไม่สามารถหุบยิ้มได้เลย ผมยิ้มและหัวเราะเหมือนคนบ้าจนปวดแก้มไปหมด ความรู้สึกตอนขามาและขากลับมันช่างต่างกันลิบโลดจนผมอยากจะกรีดร้องด้วยความ ดีใจออกไปดังๆ

“เยส!!”ผมตะโกนออกมาอย่างมีความสุข

“อ้าว! เจ้าริวนี่!?”เสียงใครดังขึ้น หันไปก็เห็นยามะจังกับยูโตะเดินอยู่ด้านหลัง

“นายทำท่าอะไรของนายกันน่ะ เห็นตั้งแต่เมื่อกี้และแต่ไม่มั่นใจว่าใช่นายหรือเปล่าเลยไม่กล้าทัก ..เป็นโรคชักกระตุกหรือไง?”ยามะจังทำหน้าตากวนตีนใส่ผม เขายืนอยู่ในร่มคันเดียวกับยูโตะที่เป็นคนถือร่มให้อยู่ จากมุมที่ผมยืนอยู่มันทำให้ผมเห็นได้ชัดถึงส่วนสูงที่แตกต่างราวและลงตัวกัน ของทั้งสองคน

“นายสองคนไม่กลับบ้านกันหรือ ไง?”ผมไม่ตอบคำถามกวนประสาทของยามะจังเพราะรู้สึกอารมณ์ดีมากกว่าที่จะมา อารมณ์เสียเพราะคำพูดงี่เง่าชวนหงุดหงิดของยามะจัง จึงทำเป็นเปลี่ยนเรื่องคุยแทน

“อ๋อ พอดีออกมาทานข้าวเย็นที่ร้านอาหารอิตาเลียนที่พึ่งเปิดใหม่พอดีน่ะ”ยูโตะตอบ

“อ๋อ งั้นหรอ”ผมตอบกลับโดยที่ไม่ได้คิดอยากจะถามอะไรต่อ

“แล้วนายเป็นยังไงมั่ง ไม่ได้ไปเดตกับเคย์โตะงั้นหรอ?”ยามะจังพูดขึ้นมา ด้วยประโยคที่ผมตะลึงงันสุดๆ

“หา? นายว่าไงนะ?”

“ก็ตะกี้ เคย์โตะโทรมาหาฉัน บอกว่าดีใจที่เห็นนายยิ้มได้ ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าเรื่องอะไรเพราะเคย์โตะก็ไม่ได้บอก..แต่ไม่แน่ ฉันว่าหมอนั่นต้องแอบชอบนายอยู่แน่ๆเลย กริ้วๆ =3=”ยูโตะล้อเลียนส่งเสียงแหลมสูงและเลียนแบบทำท่าเป็นตัวด้วงกำลังปีนต้นไม้

“นายพูดอะไรของนาย!”ผมโวยวาย รู้สึกหงุดหงิดและไม่พอใจขึ้นมา แม้จะรู้ว่าเป็นคำพูดที่ยูโตะตั้งใจจะแกล้งพูดเล่นก็ตามเถอะ

“นี่! ยูโตะ ทำไมนายพูดแบบนั้นล่ะ เคย์โตะไม่ได้คิดแบบนั้นกับริวทาโร่สักหน่อยไม่ใช่หรอ?”จู่ๆยามะจังก็เถียง ยูโตะขึ้นมา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นด้วยกับคำพูดของเค้า

“อ้าว! ก็แค่ล้อเล่นนี่นา แต่พูดถึงมันก็น่าคิดออกใช่มั้ยล่ะ พอฉันเจอเคย์โตะทีไร หมอนั่นก็ชอบชวนคุยเรื่องริวทาโร่ อีกอย่างฉันก็มีเซ้นส์ในเรื่องแบบนี้ด้วย คำพูดที่ว่า ‘ดีใจที่ได้เห็นริวทาโร่ยิ้มได้’ มันต้องมีอะไรในกอไผ่แน่ๆ!”

“นี่!ยูโตะ!! นายหยุดพูดพล่ามสักทีเถอะน่า! เคย์โตะก็คิดกับริวทาโร่แค่เพื่อนน่ะแหละ!”ยามะจังโวยวายเสียงดังเป็นเดือดเป็นร้อนแทนผมขึ้นมา ทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องของเขาเลยสักนิด

“ทำไมนายถึงคิดแบบนั้นล่ะยู โตะ?”ผมถามยูโตะขึ้นมาอย่างอดสงสัยไม่ได้ ยูโตะทำหน้าครุ่นคิดระหว่างที่เดินเอี้ยวหลบมายืนอยู่ตรงหน้าบ้านหลังหนึ่ง

“อย่างแรกเลยนะ! นายหน้าตาน่ารัก! ตาแบ๊วๆของนายมันดูอ้อนๆ (-3-)”

“หา?”

“อีกอย่างบางมุมนายก็ดูเหมือนเด็กผู้หญิงด้วย..”

“ห๊ะ?”

“ฉันเห็นเคย์โตะชอบแอบมองนายบ่อยๆแล้วก็นั่งยิ้มนั่งหัวเราะอยู่คนเดียว”

“หมอนั่นอาจจะคิดถึงเรื่องอื่นก็ได้นี่”ยามะจังเถียงขึ้นมา

“ยามะจังน่ะเงียบไปก่อน เลย...นายเคยรู้อะไรบ้างมั้ยล่ะถึงความรู้สึกของคนอื่นน่ะ ขนาดฉันแอบรักนายมาตั้งหลายปีนายยังไม่เคยรับรู้ถึงความรู้สึกของฉันเลย”

“กะ..ก็=[]=..”ยามะจังอ้าปากค้างแล้วก็ยอมเงียบไปแต่โดยดี

“ฉันก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะพูดอะไรให้นายรู้สึกแปลกๆกับเคย์โตะหรอกนะ..”

“แล้วนายพูดแบบนี้กับฉันเพื่ออะไรล่ะ?”

“ฉันอยากให้นายทำดีกับเคย์โตะบ้าง หมอนั่นเป็นห่วงนายแต่ก็ไม่กล้าออกปากออกเสียงกลัวว่านายจะหาว่าไปยุ่งเรื่องส่วนตัว..”

“...”

“ช่างเถอะ..ไม่มีอะไรหรอก ว่าแต่นายไปไหนมาหรอ?”

“หือ? ไปบ้านยูริมาน่ะ”

“อ๋อ งั้นหรอ อืม งั้นฉันไปก่อนนะ ป่ะ ยามะจังกลับบ้าน”ยูโตะจูงมือยามะจังที่ยังคงยืนจ้องหน้าผมอยู่ให้เดินตามไป ทิ้งให้ผมยืนงงอยู่กับที่

จู่ๆมาพูดอะไรชวนคิด แล้วก็จากไปทั้งๆที่ยังไม่กระจ่างแบบนี้นี่มันชวนหงุดหงิดจริงๆเลยให้ตายสิ..

ช่างเถอะ.. ยังไงผมก็ไม่ได้สนใจอะไรอยู่แล้ว

ผมหันหลังเดินมาอีกทางเพื่อเดิน มายังสถานีรถไฟที่มุ่งหน้าไปยังบ้านผม พอมาถึงตรงสี่แยกที่จะข้ามไปขึ้นรถไฟที่สถานี ฝนก็หยุดตกพอดี ผมหุบร่มมาถือไว้ที่มือข้างซ้าย ช่วงเวลานั้นเองโทรศัพท์ก็สั่นขึ้นมา ผมหยิบโทรศัพท์ออกมาเปิดข้อความด้วยใจที่เต้นระทึกเพราะคิดว่าจะเป็นยูริที่ ส่งข้อความมาหา แต่ทว่า...

 

- ริวทาโร่ นายลองเข้าไปในปู่เกิ้ลแล้วเสิร์ชชื่อนายกับเคย์โตะสิ ไม่ใช่แค่ฉันที่คิดแบบนี้หรอกนะ แฟนๆที่ติดตามเราอยู่ก็ต่างจับคู่นายกับเคย์โตะทั้งนั้นเลยน้า~ อิอิ (>.<)v- จากยูโตะคุง

 

อะไรกันวะ เมล์กวนส้นตีนแบบนี้..

ยูโตะต้องการอะไรจากผมกันแน่?.. ทั้งๆที่ก็รู้อยู่ว่าผมคิดกับเคย์โตะแค่เพื่อน อีกอย่างเคย์โตะก็คิดกับผมแค่เมมเบอร์เพื่อนร่วมงาน ทำไมหมอนี่ชอบคิดว่าผมจะเป็นพวกแอบหลงรักเพื่อนสนิทประเภทเดียวกันไปซะหมด เลยนี่ โอ้ย!

ผมจิ้มกดข้อความเตรียมพิมพ์จะส่ง เมล์ฉบับใหม่ก็ถูกส่งเข้ามาพอดี

 

-เป็นยังไงมั่ง (*O*)-  จากเคย์โตะ

 

ผมมองข้อความของเคย์โตะอย่างช่างใจ ก่อนจะพิมพ์ตอบกลับไปว่า

 

-คืนดีกันแล้ว ขอบคุณมากนะ (^-^)/-

 

อืม..ข้อความยูโตะผมรู้สึกไม่อยากตอบเลยแฮะ ไว้ค่อยตอบตอนที่อารมณ์ดีหน่อยก็แล้วกัน

 

ผมกลับมาถึงบ้านราวๆหนึ่งทุ่ม กว่าๆ หลังจากทานข้าวเย็นเสร็จก็ทานยาแก้ไข้ดักเอาไว้ก่อน ก่อนหน้าที่ผมจะทานข้าวเย็น ผมได้ส่งข้อความไปหายูริว่าผมถึงบ้านแล้ว และแน่นอนว่ายูริไม่ได้ส่งข้อความอะไรตอบกลับมา แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจอะไรเท่าไหร่ เพราะยูริเป็นพวกประเภทที่ไม่ค่อยชอบส่งข้อความหรือเมล์ตอบกลับ แม้ยูริจะนิสัยแบบนี้และเป็นแบบนี้กับทุกคนก็ตาม แต่ผมก็หวังว่าลึกๆเค้าจะปฏิบัติตัวให้ความสำคัญกับผมบ้าง... ส่วนใหญ่แล้วยูริก็มักจะโทรศัพท์หามากกว่า แต่โทรมาก็เหมือนไม่โทรอยู่ดีน่ะแหละ พูดก็น้อย พอเราพูดอะไรไปถ้าเป็นเรื่องที่ไม่สนใจก็จะไม่พูดว่าไม่สนใจแต่แรก แต่จะมาพูดเอาตอนที่เราเล่าจนจบแล้วน่ะแหละว่าไม่สนใจเรื่องที่เราพูด ตั้งแต่แรก...

ผมขึ้นมาบนห้องนอนของตัวเอง ความเงียบสงัดเข้าครอบงำ จู่ๆผมก็นึกถึงข้อความของยูโตะขึ้นมา แม้ว่าตัวผมจะไม่คิดสนใจข้อความของยูโตะ แต่มันก็อดคิดไม่ได้

เปิดคอมฯหน่อยดีกว่า..

ผมนั่งลงบนเก้าอี้หมุนด้านหน้า โต๊ะเขียนหนังสือ ก่อนจะหยิบโน้ตบุคที่ใส่อยู่ในห่อนวมสีฟ้าขึ้นมากดเปิด.. รอเครื่องโหลดได้ไม่นานผมก็เข้าเว็บกูเกิ้ล..และนั่งมองหน้าเว็บมันอยู่ นาน..

ลองดูดีกว่า! ไหนๆก็ไหนๆแล้ว..

โอคาโมโตะเคย์โตะ

ยังไม่ทันที่ผมจะพิมต่ก็มีชื่อ ของผมต่อท้ายขึ้นมาแล้ว ผมกดคลิกเข้าไปทันที และไล่อ่านหัวข้อเว็บต่างๆทีละหัวข้อ และกดเลือกเว็บนึงที่เขียนเอาไว้ว่า Johnny’s shousetsu

เมื่อกดเข้าไปในเว็บนั้นผมก็ถึงกับตกตะลึงอย่างสุดๆ เพราะมันมีแลงกิ้งจัดอันดับนวนิยายของไอดอลในค่ายจอห์นนี่ตั้งแต่รุ่นSmapมา จนถึงรุ่นพวกผม และเด็กแบคยังมีเลย ผมพึ่งเคยรู้นะเนี่ยว่ามีแฟนๆเอาเรื่องราวของพวกเราไปเขียนนวนิยายเป็น เรื่องเป็นราวถึงขนาดนี้น่ะ..!!

ผมเลื่อนลงมาดูชื่อบล็อกและชื่อนวนิยายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปเจอชื่อบล็อกนึงมันเขียนเอาไว้ว่า

~เคย์โตะริวทาโร่พาราไดซ์~

ปรกติแล้ว ผมไม่เคยรู้เลยว่าส่วนใหญ่แฟนๆที่สนับสนุนJUMPชอบ หรือไม่ชอบอะไร เพราะผมไม่ค่อยมีโอกาสได้เล่นโลกไซเบอร์ในมุมมองของแฟนคลับ ก็เลยไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้างแล้ว ผิดจากยูโตะที่มักจะเช็คข้อมูลข่าวสารตามเว็บไซต์ต่างๆอยู่บ่อยๆ เค้ามักจะรอบรู้ในเรื่องข้อมูลรอบตัวเพราะเป็นคนที่หมั่นเรียนรู้อยู่ตลอด เวลา.. สังเกตได้จากงานอดิเรกที่พอกพูนเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวันๆ

ผมกระเถิบหน้าเข้าไปใกล้จอมากยิ่งขึ้น แต่รู้สึกมองไม่ค่อยชัดจึงหยิบแว่นขึ้นมาใส่ ด้านบนเป็นชื่อผู้เขียนบล็อกและเรื่องราวด้านล่าง

สวัสดีค่า ชื่อ อายะเนียงนะค้าอายุ15 ปี อยู่ชั้นมอต้นปีที่ 3 แล้ว ตามJUMPมาได้ตั้งแต่อยู่ชั้นมอ1 ทุกๆคนรู้สึกกันบ้างมั้ยคะ ว่าช่วงนี้เวลาที่เคย์โตะคุงอยู่ด้วยกันกับริวทาโร่ทีไร มันรู้สึกว่ามันโมเอ๊โมเอ้ น่ารักเกินไปจนอายะเนียงทนไม่ไหว เลยต้องมาเขียนนวนิยายเรื่องสั้น แต่อายะเนียงคิดว่าหลายๆคนคงจะตกหลุมรักในความน่ารักของทั้งสองคนนี้อย่าง แน่นอนเลยค่ะ!!

ชื่อนามปากกา : โอคาริวคือพระเจ้า!!(/^O^)/

เอ๊ะ..อะไรกันน่ะ? ผมรู้สึกมึนงงหลังจากที่อ่านข้อความของอายะเนียงอะไรนั่น.. ผมเลื่อนเม้าส์ลงมาดูรายละเอียดนิยายคร่าวๆ

 

“ริว...ฉันน่ะ แอบหลงรักนายมาตลอดเลยนะรู้มั้ย?..” เคย์โตะ

“เอะ...เอ๊ะ? นี่นายล้อฉันเล่นหรือเปล่า!?” ริวทาโร่

“ฉันพูดจริงๆ..ริว.. นายรักฉันเหมือนที่ฉันรักนายมั้ย?”เคย์โตะ

และทันใดนั้นเคย์โตะก็จับข้อมืออันบอบบางทั้งสองข้างของริวทาโร่ตรึงกับกำแพงทันที!! ริวทาโร่ผวาตกใจและไม่สามารถต้านทานกับเรี่ยวแรงอันมหาศาลของเคย์โตะได้

ริมฝีปากหยักกดทับลงริมฝีปากอวบอิ่ม ริวทาโร่ครางอือในลำคอ เคย์โตะยิ้มอย่างสะใจที่ปลุกปั่นอารมณ์ฝ่ายตรงข้ามได้

“อื้ออ.. อ๊าา เคย์โตะ.. อื้มมม เจ็บจัง..อ๊าา~”

“ริว..ฉันรักนายนะ.. อ๊ะ อ๊า!”

 

“เฮ้ย!!”ผมร้องขึ้นมาเสียงดัง และกระเถิบเก้าอี้ออกห่างจากหน้าจอโน้ตบุคราวกับมีใครส่งไวรัสสายพันธ์ใหม่ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์..

ทำไม..ถึงแต่งให้ผมโดนเคย์โตะอัดถั่วดำล่ะ!! อ๊ากกกกก>O<! ล้อเล่นกันหรือเปล่าเนี่ย! ช็อค!=[]=;;

ผม ตะเกียกตะกายกลับมาที่หน้าจอคอมและกดอ่านดูเรื่องอื่นๆที่มีตัวละครผม แต่น้อยเรื่องมากที่จะแต่งเรื่องระหว่างผมกับยูริ ส่วนใหญ่จะแต่งเรื่องผมกับเคย์โตะ และทุกเรื่องผมเป็นเคะ!

เฮือก..

เหมือนได้ค้นพบอะไรบางอย่างที่ทำให้ช็อคจนพูดอะไรไม่ออก..

ผม? กับหมอนั่นนี่นะ? O{}O

ปึง!

ผมกระแทกปิดโน้ตบุค เหมือนคนจิตหลุด.. ตอนที่ผมนั่งอ่านฉากนั้นไปใจก็เต้นแรงตุบๆเหมือนจะหลุดออกมาจากอกเลย

เพราะยูโตะนั่นแหละ!! ไอ้ยูตี้เอ้ยยย! ไอ้เปรต! เผยแพร่ลัทธิอะไรของนายกันเนี่ยยยยยยยยยยยยยยฃ \(>{}<)!!!

 


 

ตอนต่อไป >> ยามะจัง

 


 

วีนัส : เราไม่รู้ว่าเรื่องราวที่เราแต่งขึ้นมาทำให้หลายๆคนไม่พอใจอะไรหรือเปล่า เพราะมีคนส่งอีเมล์เข้ามาต่อว่าเรา แต่เราก็แค่อยากจะบอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราแต่งขึ้นมามันเป็นเพียงฟิคชั่น เราพร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นหากเราแต่งไม่ดีจริงๆ แต่ถ้าจะมาด่า มาว่า ว่าเราแต่งเรื่องราวปัญญาอ่อนเพ้อเจ้อ เราอยากรู้ว่าทำไมคุณถึงบอกแบบนั้น เราอยากให้พูดกันอย่างตรงไปตรงมาและมีเหตุผลไม่ใช่มาว่ากันแบบนี้ เพราะเรากว่าจะแต่งเรื่องราวออกมาได้ก็ต้องวางพล็อต เขียนพล็อตร่างอยู่หลายรอบเหมือนกัน

สำหรับตอนนี้ อาจจะมีเนื้อหาส่วนหนึ่งที่แฟนคลับริวทาโร่รู้สึกเสียใจทำร้ายจิตใจและไม่ อยากอ่านอีก ต้องขอโทษด้วยจริงๆนะคะ แต่ว่า...ช่วยอ่านต่อไปจนจบได้มั้ยคะT^T หลังจากนี้ไปเรื่องราวจะเข้มข้นขึ้น ช่วยติดตามต่อไปด้วยนะคะว่าเรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไป อันที่จริงเรื่องของริวทาโร่เราวางแผนเอาไว้ตั้งแต่กลางปีที่แล้วว่าจะให้ เรื่องเป็นแบบนี้ ยังไงก็แม้ว่าเราจะแต่งได้ไม่ดีแต่ก็จะพยายามทำอย่างสุดความสามารถนะคะ^^ ขอบคุณทุกๆคนที่เข้ามาอ่านมากๆเลยนะคะเราจะพยายามต่อไปให้ดีที่สุดเพื่อลบคำสบประมาทคนที่ด่าเข้ามาค่ะ^-^v

ปล.เรื่องที่ริวทาโร่อ่าน ที่จัดอันดับนิยายของจอห์นนี่อันนั้นมีจริงนะจ้า^^

 

 
 

เคย์โตะ  

ตอน : เดินทางกลับ

วันนี้เป็นวันเดินทางกลับแล้ว ผมพึ่งอาบน้ำเสร็จและกำลังเก็บของเข้าไปในกระเป๋าเป้ใบเดียวที่สะพายมา ทาคาคิเดินสโลสเลออกมาจากห้องน้ำ ในสภาพเหมือนคนถูกสิง

อันที่จริง ผมรู้สึกแปลกๆกับทาคาคิตั้งแต่วันแรกๆที่มาถึงแล้ว..ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้ว่าที่เค้าเป็นแบบนี้เพราะอะไร ผมคิดว่าเค้าเองก็คงไม่อยากให้ผมรู้หรอกว่าเค้ากำลังทุกข์ใจในเรื่องอะไรอยู่

ทาคาคิไม่เหมือนกับยามะจังที่เวลาทุกข์ใจอะไรจะแผ่รังสีออกมาเพื่อให้คนเข้าไปถามว่าเป็นอะไร แล้วเจ้าตัวจะระบายความรู้สึกออกมาทั้งหมดให้คนๆนั้นฟังแล้วจะได้รู้สึกสบายใจมากขึ้น

ผมก็ไม่รู้หรอก ว่าความรักระหว่างผู้ชายกับผู้ชายมันเป็นยังไง เพราะผมก็ไม่เคยรักผู้ชาย(-.-) เดี๋ยวไปพูดเหมือนเข้าใจหัวอกจะโดนตราหน้าเอาได้ว่า ‘เอ็งเป็นเกย์หรือ?’ ก็เป็นได้

เพราะฉะนั้นเงียบดูลาดเลาเอาไว้ก่อนดีกว่า..เพื่อสวัสดิภาพที่ปลอดภัยแก่ตัวผมเอง ^-^v

ใช่แล้ว!! เมื่อคืนนี้ทาคาคินอนละเมอล่ะ!! เสียงเค้าเศร้ามากเลย เหมือนกำลังเรียกใครสักคนอยู่ ในความคิดผมมันก็เป็นใครอื่นไม่ได้นอกจาก จิเนนน่ะนะ

ผมก็ไม่รู้ว่าทาคาคิโดนจิเนนพูดจาทำร้ายจิตใจอะไรมาอีกหรือเปล่า เพราะจิเนนก็เป็นคนปากร้าย บางครั้งก็พูดอะไรทำร้ายจิตใจของผู้ฟังโดยไม่รู้ตัวด้วยเหมือนกัน

ตลอดเวลาสองวันเต็มๆที่ผมได้พักห้องเดียวกันกับทาคาคิ ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นคนใบ้ เค้าไม่ยอมพูดอะไรเลย และจะสร้างกำแพงขึ้นมาจนผมรู้สึกเหมือนเค้าเขียนคำว่า ‘ห้ามรบกวน’ แปะไว้ที่หน้าผาก ผมเลยไม่กล้าเข้าไปชวนคุย

ในที่สุด..วันนี้ก็เป็นวันที่เดินทางกลับกันแล้ว ผมสะพายกระเป๋าเป้เดินตามหลังทาคาคิที่ซึมกระทือเหมือนสากกระเบือไม้เดินได้ออกมาจากห้องพัก อารมณ์ของทาคาคิที่แผ่ซ่านออกมาทุกหย่อมหญ้ามันทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับว่าตัวของผมมีกลิ่นเหม็นออกมา ตรงกันข้ามกับยามะจังและยูโตะที่พึ่งเดินออกมาจากห้องพัก หน้าตาทั้งสองคนร่าเริงแจ่มใสเหมือนมีดอกไม้ทั้งสวนผลิบานอยู่รอบตัว ยูโตะทำท่าทีตลกๆเล่าเรื่องอะไรบางอย่างให้ยามะจังฟัง ยามะจังหัวเราะชอบใจ บนบ่าของยูโตะมีกระเป๋าเป้สองใบ ผมคิดว่าเค้าคงจะถือให้ยามะจังด้วย

“อ้าว! เคย์โตะ^O^/”ยูโตะโบกมือทักทายผม ผมหันหลังไปมอง ทาคาคิเดินห่อเหี่ยวเหมือนดอกไม้แห้งกรังไปที่ลิฟท์

“เอ๊ะ? ทาคาคิเป็นอะไรหรอ?”ยามะจังเดินเข้ามาถามผมใกล้ๆระหว่างที่เดินไปที่ลิฟท์ ผมสังเกตดูใกล้ๆผมรู้สึกเหมือนยามะจังผิวมีน้ำมีนวลมากขึ้นยังไงไม่รู้

“เอ๊ะ? อ่อไม่รู้เหมือนกันสิ”ผมเลี่ยงที่จะตอบ เพราะผมรู้มาจากยูโตะว่ายามะจังยังไม่รู้เรื่องระหว่างทาคาคิกับจิเนนเลย ผมสบตากับยูโตะพอดี เค้ายกนิ้วโป้งส่งสัญญาณรหัสมอสอะไรบางอย่างมาให้ผม ซึ่งผมก็ไม่ได้รู้เรื่องเลยว่าเค้าอยากจะส่งสารในเรื่องอะไรกันแน่=[]=?

ผมเดินตามหลังยูโตะและยามะจังเข้าไปในลิฟท์ที่มีทาคาคิห่อเหี่ยวไปติดๆ ประตูลิฟท์ค่อยๆปิดลงช้าๆ

“เดี๋ยวๆรอก่อนๆ!”เสียงติดแหลมนิดๆของจิเนนดังขึ้น ยามะจังกดปุ่มเปิดลิฟท์ ร่างเล็กเดินเข้ามาในลิฟท์พร้อมๆกับริวทาโร่ ผมเหลือบไปเห็นริวทาโร่โอบเอวจิเนนเอาไว้แน่น

แบบนี้สินะที่เค้าเรียกว่ารักสามเศร้า..

ความรู้สึกมันจะแตกต่างจากในกรณีผู้ชายกับผู้หญิงหรือเปล่านะ?

เมื่อลงมาชั้นล่างของโรงแรม ทาคาคิก็เดินไปรับโทรศัพท์ที่ล็อบบี้ของโรงแรม เห็นได้ยินพนักงานพูดแว่วๆว่าโทรศัพท์จากผู้อำนวยการ น่าจะหมายถึงคุณลุงของทาคาคิ

ยาบุ ฮิคารุ ไดจัง อิโนะจังนั่งรออยู่ที่ล็อบบี้ก่อนแล้ว ยาบุกำลังคุยอะไรบางอย่างกับพนักงานคนนึง ไดจังบอกกันยามะจังว่า รถที่จะมารับเราอาจจะมาถึงช้ากว่ากำหนดนิดหน่อย ให้รอไปก่อนสักพักนึง

ผมนั่งลงที่เก้าอี้นวมด้านล่าง ยามะจังเดินไปสั่งอาหารแล้วเรียบร้อย ยูโตะนั่งลงติดๆผมแล้วหันมายิ้มแฉ่งให้ผม

“ฮุๆ ^.^” เอ่อ..คือที่หัวเราะแบบนี้ ต้องการจะสื่อถึงอะไรกันแน่เนี่ย?

ยังไม่ทันที่ผมจะได้คำตอบ เสียงเด็กร้องก็ดังขึ้นมาจากที่ไหนสักแห่ง ผมหันหลังไปมองก็เห็นฮิคารุกำลังอุ้มเด็กทารกคนนึงอยู่ ร้องไห้จ้าจนหน้าแดงก่ำเลย ฮิคารุอุ้มเด็กทารกตัวจิ๋วมาทางผมและยูโตะ เจ้าตัวน้อยก็ยังคงร้องไห้อย่างหนัก

“แงงงง้!! ฮึก แง้ๆๆ”

“อ๊ากกก ฮิค! เพราะนายอ่ะเด็กเลยร้องไห้ใหญ่เลย”ยาบุโบ้ยความผิดไปยังฮิคารุ

“นายเป็นคนอุ้มคนแรกแล้วพอเด็กร้องก็โยนมาให้ฉันไม่ใช่เรอะ!”ฮิคารุหันไปทำหน้าเหวี่ยงใส่ยาบุ

“ลูกใครหรอ?”ริวทาโร่ถามขึ้นมา

“อ้อ ลูกพนักงานที่นี่น่ะแหละ พอดีคุณแม่ติดธุระด่วนก็เลยฝากให้พนักงานที่นี่ดูแลก่อน ฉันเห็นนอนอยู่บนเปล แล้วพี่ๆพนักงานที่นี่ต้องไปรับแขกอยู่พอดีไม่มีเวลาดูแลก็เลยอุ้มขึ้นมา นู่นแหน่ะ พี่พนักงานคนนั้นน่ะฝากพวกเราให้ดูแลเด็กน้อยคนนี้ก่อน”ยาบุชี้นิ้วไปทาง พนักงานสาวคนนึงที่กำลังต้อนรับแขกเข้ามาใหม่ในโรงแรมที่หน้าประตูทางเข้า อยู่

“รู้สึกจะพึ่งห้าเดือนเองใช่มั้ยยาบุ?”ฮิคารุหันไปถามยาบุ ผมได้ยินเสียงฮิคารุไม่ค่อยชัดเจน เพราะเสียงเด็กทารกในอ้อมแขนของฮิคารุร้องไห้เสียงดังมาก จนผมรู้สึกเหมือนเด็กคนนี้ร้องผ่านไมค์กระจายเสียง

"ชื่ออะไรหรอ?”อิโนะจังถามขึ้นมา

“เอ..รู้สึกว่าจะชื่อ ฮินะ น่ะ”ยาบุพูดชื่อของเด็กน้อยขึ้นมา ช่วงเวลาแว้บเดียวเด็กน้อยนิ่งเงียบเหมือนรู้ว่ามีคนเรียกชื่อตัวเอง สักพักก็ร้องไห้อย่างหนักอีก

“เอ๊ะ? ฮินะจัง~ หิวหรอ? หื้ม?”ผมมองฮิคารุที่อุ้มฮินะจังแกว่งไปแกว่งมาที่ห่อหุ้มด้วยผ้าอ้อมเด็กสีชมพูอ่อน ยาบุเดินไปหยิบขวดนมมาจากตระกร้าเด็ก

“นมอันนี้รู้สึกจะเป็นนมจากอกคุณแม่เลย ตะกี้นี้พี่พนักงานพึ่งบอกฉันเองล่ะ”ยาบุมีท่าทีระริกระรี้และเปิดฝาขวดนมออก ส่งไปให้ฮินะจัง แต่ฮินะจังกลับปัดออกและร้องไห้หนักกว่าเดิม

“ซวยแล้วไง นายไปทำหน้าโหดใส่ฮินะจังหรือเปล่าฮิค”อิโนะจังมองฮิคารุอย่างคาดโทษ ฮิคารุหันขวับมาทางอิโนะจังที่นั่งอยู่ทางผมพอดี เอ๊ะ..ผมไม่ได้พูดนะ ทำไมฮิคารุทำหน้าเหมือนโกรธผมเลยอ่ะToT

ริวทาโร่ลุกขึ้นไปเล่นกับฮินะจังบ้าง ฮินะจังก็ยังร้องไห้ไม่ยอมหยุด ยิ่งทุกคนไปรุมก็ยิ่งร้องไห้ดังกว่าเดิม จนผมรู้สึกทึ่งที่เด็กทารกตัวเล็กแค่นี้มีพลังในการร้องไห้ได้มากถึงขนาดนี้

ยูโตะกำลังพิมอะไรบางอย่างในโทรศัพท์ รู้สึกว่าจะส่งข้อความหาไรยะ เพราะผมแอบเห็นชื่อไรยะแว้บๆ

“พาไปหายามะจังสิ!”จู่ๆยูโตะก็เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าแล้วโพล่งพูดขึ้นมา ทุกคนหันมามองยูโตะ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ยามะจังเดินมาพอดี ยามะจังทำหน้างงๆ แต่พอเค้าเห็นฮินะจังร้องไห้เท่านั้นเอง รีบเดินตรงดิ่งไปหาฮินะจังแทบจะในทันที ทุกๆคนที่กำลังยืนรุมฮินะจังอยู่แหวกทางให้ยามะจัง

“แงงง้!!”ฮินะจังระเบิดร้องไห้ออกมา ฮิคารุรีบส่งตัวฮินะจังสู่อ้อมแขนของยามะจัง และแทบจะในทันทีที่ฮินะจังอยู่ในอ้อมแขนยามะจัง เงยหน้าขึ้นมองยามะจัง เสียงร้องไห้จ้าก็เงียบลงแทบจะในทันที

“โอ๋ๆ ไม่ร้องน้า มะๆ ฮ่าๆ”ยามะจังยิ้มและปาดน้ำตาให้ฮินะจังที่จ้องมองตาแป๋ว

เฮ้ย..ยามะจังมีเวทมนตร์อะไรเปล่าเนี่ย ทำไมหยุดเด็กที่ร้องไห้จ้าขนาดนั้นได้ภายในเวลาเสี้ยววินาทีขนาดนั้นล่ะ

ทุกคนดูโล่งใจเมื่อฮินะจังหยุดร้องไห้ ยาบุเดินไปเก็บขวดนมที่ตะกร้า ยามะจังนั่งลงถัดจากผมไปนิดหน่อย ยูโตะรีบตามไปนั่งข้างๆทันที ฮินะจังยกมือป้อมๆขึ้นจับหน้ายามะจัง และเริ่มยิ้มออกมาเมื่อเห็นยูโตะทำหน้าตาตลกใส่

จากจุดที่ผมมองเห็นอยู่ตรงนี้..ผมรู้สึกเหมือนยามะจังกับยูโตะได้กลายร่างเป็นพ่อคนแม่คนไปเสียแล้ว=[]=;;

จิเนนเดินมาหาฮินะจังที่อยู่ในอ้อมอกยามะจัง และยืนจ้องมองอยู่นิ่งๆ ฮินะจังหันมามองจิเนนและเริ่มเบะหน้าจะร้องอีกครั้ง จิเนนจึงกระเถิบตัวถอยหนีกลับมานั่งข้างๆริวทาโร่ตามเดิม

ผมเห็นทาคาคิยืนเหม่อมองจิเนนจากตรงล็อบบี้มาได้สักพักแล้ว และผมคิดว่าริวทาโร่ก็คงจะรู้ตัว ถึงได้โอบไหล่จิเนแบบนั้น

ถ้าเป็นผมนะ รู้ว่ารักแล้วจะต้องเจ็บปวดแบบนี้ ผมจะทำใจไม่รักซะเสียแต่แรกจะดีกว่าอีก

 

ไม่นานนัก พนักงานขับรถที่พามาส่งเราในตอนแรกก็ขับรถมาจอดที่ด้านหน้าโรงแรม ฮินะจังถูกส่งคืนอ้อมอกของผู้เป็นแม่ ทุกๆคนทยอยเดินขึ้นรถกัน ผมนั่งเบาะโดยสารด้านหน้าที่เป็นเบาะพิเศษที่มีสี่ที่นั่ง ตรงที่ผมนั่งอยู่ตรงกลางพอดี จิเนนนั่งติดริมหน้าต่าง ริวทาโร่นั่งถัดมา ผมนั่งถัดจากริวทาโร่ ถัดจากผมไปก็ทาคาคิ

อะไรมันจะเหมาะเจาะขนาดนี้ToT

ผมกำลังอยู่ในสงครามเย็น T^T

เอาไงดีวะ ลุกไปนั่งข้างหลังดีมั้ยเนี่ย?

ผมหันหลังกลับไปมองด้านหลัง เบาะด้านหลังที่มีที่ว่าง ก็เป็นเบาะข้างๆยามะจังกับยูโตะที่นั่งคุยกระหนุงกระหนิงกันอยู่ ผมยอมกระอักความหวานของยามะจังกับยูโตะดีกว่าอยู่ในสงครามประสาทตรงนี้ละกัน พอผมทำท่าจะลุกขึ้นยืนริวทาโร่ก็ตวัดสายตาขึ้นมองผมทันที

เอะ..เอ๊ะ!? ผมทำอะไรผิดหรอ ทำไมต้องมองผมด้วยสายตาแบบนั้นล่ะ?

ผมหันไปสบตาคนอื่น แต่ก็ไม่มีใครสบตาผมกลับเลยสักคน จิเนนเท้าคางมองออกไปนอกหน้าต่าง ทาคาคิมองไปอีกทาง แต่ละคนต่างอยู่ในโลกส่วนตัวกันหมด...

คือ..มองผมด้วยสายตาแบบนี้ มันมีคำตอบอยู่สองแบบคือ กดดันให้ผมนั่งต่อ กับไล่ให้ผมไปนั่งที่อื่น แต่ผมคิดว่าคำตอบของสายตาพิฆาตของริวทาโร่น่าจะเป็นอย่างแรกมากกว่า ToT

น่ากลัวง่า ผมไม่อยากนั่งใกล้เค้าเลยทำไงดี ฮือT^T

ผมทำเป็นเหมือนลุกขึ้นยืนจับเสื้อผ้าแล้วตัวลีบนั่งลงที่เดิม ริวทาโร่เลิกมองผมด้วยสายตาน่ากลัวแบบนั้นแล้ว

อ๊ากก กดดันจนรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออกแล้วเนี่ย ToT! ผมจะขาดอากาศหายใจหน้าเขียวดับอนาจบนรถหรือเปล่าเนี่ย ฮือT-T ผมกลัวริวทาโร่จริงๆนะT^T

“เคย์โตะๆ!”เสียงยูโตะเรียกชื่อผมเหมือนดังมาจากสรวงสวรรค์

“อะไรหรอ!”

“มานี่หน่อยสิ มีอะไรจะให้ดู”ยูโตะกวักมือเรียกผมยิกๆ ผมรีบลุกจากที่นั่งแทบจะในทันทีโดยเลือกที่จะไม่มองหน้าริวทาโร่ ยูโตะยื่นอะไรบางอย่างให้ดู มันเป็นรูปเบสสีแดงเงาสวยตัวนึงวางพิงกำแพงอยู่

“ฉันจะซื้อมันล่ะ นายคิดว่าไง? ใหม่ล่าสุดเลยนะ พรุ่งนี้นายว่างมั้ย? ไปที่ร้านด้วยกันมั้ย?”

“นายจะเล่นเบสหรอ?”ฮิคารุถามขึ้นมาจากทางเบาะหลังรถ ยูโตะพยักหน้า

“เห็นฮิคารุเล่นแล้วน่าสนใจดีก็เลยอยากจะลองซื้อมาหัดเล่นดูน่ะ”ยูโตะพูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น และก้มจิ้มๆในไอโฟนของตัวเองต่ออย่างรวดเร็ว เค้ากดเข้าไปในโฟลเดอร์ภาพ ภาพเล็กผุดขึ้นมาเต็มหน้าจอไปหมด ยูโตะใช้นิ้วสไลด์เลื่อนลงมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งภาพที่ผมเห็นผ่านๆตามาทั้งหมดนั้นส่วนใหญ่จะเป็นภาพของยามะจังทั้งนั้น

“นี่ๆ ฉันดูอันนี้ไว้อีกอันด้วยเหมือนกัน นายคิดว่าอันไหนดีกว่าหรอ?”ยูโตะหันโทรศัพท์มาทางผม มันเป็นเบสสีดำกรอบรอบนอกเป็นสีทอง ดูหรูหราไฮโซ

“ไหนๆดูมั่ง”ฮิคารุยื่นหน้ามาจากทางเบาะหลัง

“ดีนะๆ เดี๋ยวฉันไปด้วย”

“เอ๊ะ? จริงหรอ!?”ยูโตะมีท่าทีดีใจ

“ยูโตะ..”ยามะจังสะกิดเรียกยูโตะ แต่ยูโตะยกมือให้และเดินอ้อมไปนั่งหลังรถเพื่อคุยเรื่องเบสกับฮิคารุ เหลือผมที่นั่งอยู่ ยามะจังสบตากับผม แล้วก็ตบเบาะที่ยูโตะพึ่งลุกขึ้นไปสักครู่เบาๆ

“เอ๊ะ?”ผมรู้สึกงุนงง ที่จู่ๆยามะจังก็ชวนไปนั่งใกล้ๆ ที่ผมงงมันไม่ใช่อะไรหรอก ผมกลัวยูโตะจะฆาตรกรรมเอา

ผมหันไปมองยูโตะแว้บนึง แล้วจึงตัดสินใจมานั่งตรงที่ยูโตะ แค่แปปเดียวคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง เผื่อยามะจังอาจจะอยากคุยอะไรกับผมก็ได้

“อะ..”ปรากฏเค้ายื่นถุงขนมปังให้ผมแทน

“แบ่งให้”ยามะจังหยิบขนมปังอีกอันมาจากกระเป๋าสะพาย และเริ่มแกะถุง

“ขอบคุณนะ”ผมเริ่มแกะห่อพลาสติกด้านนอกออก มันเป็นขนมปังไส้หมูหยองกับครีมอะไรสักอย่าง ผมกัดเข้าไปคำเบ้อเริ่ม

“สนุกดีเนาะได้มาเที่ยวกับทุกๆคน”ยามะจังชวนผมคุยขึ้นมา ผมพยักหน้าหงึกๆเพราะขนมปังเต็มปากไปหมด

“มันติดน่ะ?”ยามะจังชี้มุมปากของตัวเอง ผมยกมือขึ้นที่มุมปากของผม แต่ก็ไม่เห็นว่ามันจะติดตรงไหน ยามะจังเอื้อมมือมาหยิบออกให้จากมุมปากของผม มันเป็นเศษผงหมูหยอง

ผมรู้สึกเขินนิดหน่อย แต่ก็ทำเป็นไม่สนใจแล้วกินต่อ ยามะจังชวนคุยไปเรื่อยเปื่อย ผมสังเกตบรรยากาศที่เบาะหน้ายังคงเงียบเชียบเหมือนไม่มีใครนั่งอยู่ตรงนั้นเลย

“เคย์โตะนี่กินเลอะเทอะจังเลยนะ เอ้านี่!”ยามะจังล้วงกระดาษทิชชู่ออกมาจากกระเป๋า และหยิบส่งให้ผม ผมรับมาแล้วก็ถือเอาไว้ในมือ

“เช็ดปากสิ ครีมมันเลอะเต็มปากนายไปหมดแล้วนะ”ยามะจังทำเสียงดุใส่ผม และยังไม่ทันที่ผมจะยกทิชชู่ขึ้นเช็ดปากตัวเอง ยามะจังก็หยิบทิชชู่จากมือผมมาเช็ดปากของผมให้เอง เค้ากระเถิบหน้าเข้ามาใกล้กว่าเดิมนิดหน่อย

ผมรู้สึกเขินมากกว่าครั้งแรกอีก.. อันที่จริงเค้าไม่เห็นจะต้องทำกับผมถึงขนาดนี้ก็ได้นี่..อายจังเลยอ่ะ>///<

“นี่! อะไรอ่ะ! ทำไมยามะจังต้องเอาหน้าเข้าไปใกล้เคย์โตะขนาดนั้นด้วยอ่ะ”จู่ๆยูโตะก็โวยวายขึ้นมาแล้วกระชากตัวผมออกจากที่นั่ง ผมรีบลุกขึ้นไปแต่โดยดี เพราะผมก็ไม่ได้อยากจะนั่งอยู่ตรงนี้นานๆสักเท่าไหร่หรอก

“อ้าว ทำไมอ่ะ?”ยามะจังทำหน้าตาใสซื่อและก็อมยิ้มตอบกลับมา ยูโตะหันมามองผม

โฮกกก ผมทำอะไรผิดอีกแล้วอ่ะ (ToT) ทำไมไปนั่งหรือไปอยู่ตรงไหนทุกๆคนชอบมองผมเหมือนผมเป็นส่วนเกินตลอดเวลาเลยอ่ะ T_T

 

สักครู่ใหญ่ๆ รถตู้ก็จอดที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ผมที่ลืมตามาตลอดการเดินทางพอได้จอดพักซื้อข้าวของก็รู้สึกสบายใจขึ้นมา ผมเปิดประตูรถตู้ลงไปยืนยืดเส้นยืดสายอยู่ด้านนอก ยามะจังกับยูโตะนอนซบไหล่กันและกันสวีทหวานจนผมรู้สึกเหมือนมีออร่าสีชมพูบานเย็นลอยออกมาจางๆ ฮิคารุเดินหัวฟูลงมาจากรถตู้

“ปวดฉี่อ่ะ ห้องน้ำอยู่ไหน?”เค้าถามผม

“เอ๊ะ? ไม่รู้สิอยู่ข้างหลังซุปเปอร์ตรงนั้นมั้ง”ผมเดาไปเรื่อยเปื่อย หลังจากที่ฮิคารุเดินไปได้ไม่นานยาบุก็เปิดประตูรถตู้ออกมา ริวทาโร่เดินตามลงมาติดๆ

ผมมุ่งหน้าไปที่ซุปเปอร์ อยากจะทานอะไรเย็นๆสักหน่อยจะได้รู้สึกสดชื่น ริวทาโร่ก็มาเดินอยู่ข้างๆผม เค้าตัวเล็กกว่าผมนิดหน่อย

“นี่..”เค้าจับข้อมือของผมเอาไว้

“หือ?”ผมหันไปมองเค้า

“นายรู้อะไรมาหรือเปล่า?”

“รู้อะไร? อะไรหรอ?”

“นายรู้อะไรมาใช่มั้ย?”

“เรื่องอะไรเล่า ฉันไม่รู้สักหน่อย”ผมก้าวถอยหลังช้าๆ ริวทาโร่ใช้สายตาจ้องผมไล่ต้อนผมจนหลังติดกำแพงด้านข้างของซุปเปอร์

“เรื่องระหว่างฉันกับหมอนั่นน่ะ..”ริวทาโร่เดินเข้ามาใกล้ผมมากขึ้น และกระเถิบหน้าเข้ามาใกล้ผมมาก ดวงตากลมใสจ้องมองผมคล้ายจะจับผิด

“ฉันไม่รู้อะไรจริงๆนะ”ผมปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา แม้ว่าผมจะรู้เรื่องนี้ก็ตามเถอะ

“เฮอะ”ริวทาโร่กระเถิบตัวออกห่างแล้วเดินล้วงกระเป๋ากางเกงเดินเข้าซุปเปอร์ไป

อ๊ากกกกก ToT อะไรนักหนาเนี่ย อย่ามากดดันกันนักได้ม๊ายยยย>O

ผมเดินย้อนกลับไปที่รถตู้โดยไม่คิดที่จะแวะซื้อของในซุปเปอร์เลย เปิดประตูพรวดออกมา ก็เห็นจิเนนนอนซบไหล่ทาคาคิอยู่

เอ๊ะ! O{}O!!? ทำไมอ่ะ? ตะกี้ถ้าผมจำไม่ผิดจิเนนนั่งอยู่ริมหน้าต่างนะ ทำไมจู่ๆย้ายมานั่งข้างๆทาคาคิเฉยเลยล่ะ!!

ดูเหมือนว่าทาคาคิก็จะไม่รู้ตัวเพราะเค้าก็นอนหลับอยู่ด้วยเหมือนกัน ผมแกล้งทำเป็นส่งเสียงดังให้จิเนนหรือไม่ก็ทาคาคิตื่น เดี๋ยวริวทาโร่กลับมาจะเป็นเรื่องเอา

ตึก!

ผมทำเป็นกระทืบเท้า และเคาะประตู แต่สองคนนี้ก็ไม่ขยับเขยื้อนกายแม้แต่สักนิด เอาล่ะ จะเคาะประตูรถตู้ให้ดังกว่านี้แล้วกัน!

ผมง้างมือตั้งท่าจะเคาะเต็มที่ ริวทาโร่ก็วิ่งมาชนผมกระเด็น แล้วกระชากตัวจิเนนขึ้นมา จิเนนตกใจลืมตาโตที่จู่ๆก็ถูกกระชากแรงขนาดนั้น ผมเองยังตกใจเลย ริวทาโร่อยู่ในซุปเปอร์ไม่ใช่หรอ ทำไมกลับมาที่รถเร็วขนาดนี้ล่ะ?

“เจ็บนะ!”จิเนนร้องขึ้นมา ริวทาโร่ดึงจิเนนลงมาจากรถ จิเนนมองผมด้วยสายตาสงสัย ซึ่งผมก็ตอบอะไรกลับไปไม่ได้เหมือนกัน

“นี่! จะพาฉันไปไหน นี่! ริวจัง!!”จิเนนถูกลากไปทางห้องน้ำด้านหลังของซุปเปอร์ เสียงจิเนนดังโวยวายพาลเอายูโตะลืมตาตื่นขึ้นมา เค้าหันมามองผม ผมทำสีหน้าหนักใจใส่เค้า ทาคาคิเองก็พึ่งตื่นเค้ามองหน้าผมอย่างงุนงง

เอาอีกแล้ว ทำไมทุกคนชอบมองหน้าผมกันนักนะToT

ผมไม่รู้จะทำยังไงต่อไป สิ่งที่นึกออกตอนนี้ก็คือกลับขึ้นไปนั่งที่เดิม ยูโตะถามผมขึ้นมาทันที

“เกิดอะไรขึ้นหรอ?”

“ไม่รู้สิ”ผมไม่อยากจะตอบขึ้นมา เพราะผมรู้ว่าทาคาคิกำลังเงี่ยหูฟังอยู่

ยูโตะขยับตัวนิดหน่อย ยามะจังที่กำลังนอนพิงบ่ายูโตะอยู่เลยขยับตัวตาม ยามะจังลืมตาขึ้นงัวเงียมองมาทางผม แล้วก็ซบบ่ายูโตะนอนหลับต่อ

ผมไม่กล้าพูดอะไรต่อ จึงปล่อยให้บรรยากาศมันเป็นแบบนี้ต่อไป สักพักจิเนนก็เดินกลับมาที่รถ ดว้ยใบหน้าที่แสดงออกถึงอารมณ์ที่ไม่ดีถึงขั้นขีดสุด

ปึง!

ประตูรถตู้ถูกกระชากเปิดออกโดยริวทาโร่ เค้าดึงข้อมือให้จิเนนกลับไปนั่งที่เดิม แต่จิเนนดูคัดค้านและไม่ยอมทำตาม

“ฉันจะนั่งที่เคย์โตะ”เค้าปล่อยมือริวทาโร่และเดินมาทางผม

อ๊ากกก ทำไมต้องที่ผมด้วยอ่ะToT

ผมไม่รู้จะทำยังไงดีจึงลุกขึ้นให้จิเนนนั่งแต่โดยดี พอเดินอ้อมมาที่เบาะด้านหน้า ริวทาโร่ก็นั่งไขว่ห้างมองออกไปข้างนอกรถ หันไปมองอีกด้าน ทาคาคิก็กอดอกนอนหลับต่อ ดูท่าทางเค้าจะไม่รู้จริงๆว่าเกิดอะไรขึ้น ผมเหลือบไปเห็นจิเนนที่นั่งอยู่ตรงที่ผม ตาของเค้าแดงๆนิดหน่อย ผมรู้สึกเป็นห่วงเค้าจัง

 

“เย้!! ถึงแล้วล่ะ!!”เสียงไดจังโห่ร้องขึ้นมาเสียงดังมาก

“หนวกหูโว้ย!”ฮิคารุโวยวายและโยนอะไรบางอย่างใส่ไดจังเพื่อให้เค้าหุบปาก ไดจังวิ่งลงจากรถอย่างร่าเริง ทุกๆคนค่อยๆทยอยลงจากรถ ผมสะพายกระเป๋าขึ้นบนบ่า ตลอดทางผมแทบจะไม่ได้นอนเลย ริวทาโร่เองก็เหมือนกัน

ผมว่าริวทาโร่กับจิเนนต้องมี ปัญหากันแน่ๆ สองคนนี้ชอบทะเลาะกันอยู่บ่อยๆ ริวทาโร่เป็นคนขี้หึงบางทีอาจจะทำอะไรลงไปโดยไม่ทันได้คิดก่อนก็ได้ ช่วงที่ทุกคนกำลังพูดขอบคุณคุณลุงของทาคาคิและพูดถึงการท่องเที่ยวในครั้ง นี้ ผมไม่ทันได้ฟังก็เลยไม่รู้ว่าคุยอะไรกันบ้าง รู้ตัวอีกทีทุกๆคนก็ขอตัวกลับบ้านกันแล้ว

“งั้นฉันกลับบ้านก่อนนะ ไว้เดี๋ยวเมล์ไปหานะ”ฮิคารุและยาบุโบกมือบ๊ายบายและเดินแยกไปอีกทาง อิโนะจังกับไดจังเดินตามไปติดๆ ยูโตะกับยามะจังยืนอยู่ข้างๆผม

“กลับกันยัง?”ยูโตะถามผม ผมพยักหน้า ยามะจังกับยูโตะเดินอยู่ข้างหน้า จิเนนเดินอยู่ข้างซ้ายของผม ริวทาโร่เดินไปหาจิเนน แต่จิเนนทำเป็นไม่สนใจ

ผมล่ะรู้สึกอึดอัดใจจริงๆเวลามาเห็นอะไรแบบนี้ จะไปพูดอะไรก็ดูจะเป็นการสอดเรื่องของชาวบ้าน แต่จะให้ทนดูอยู่แบบนี้มันก็รู้สึกทรมาน

“กลับก่อนนะ ไว้เดี๋ยวเจอกัน^^/”หลังจากที่ยูโตะพูดจบยามะจังก็โบกมือบ๊ายบายให้ผมหยอยๆแล้วหันหลังเดินจากไป

เหลือผม จิเนน แล้วก็ริวทาโร่ ...

เอายังไงดี..ต้องกลับบ้านพร้อมกับสองคนนี้ด้วย..

“ยูริ..ฉันขอโทษนะเรื่องเมื่อกี้นี้”จู่ๆริวทาโร่ก็พูดขอโทษจิเนนขึ้นมา.. ตอนนี้ผมควรจะทำยังไงดี ไม่มีใครอยู่ตรงนี้นอกจากผมเสียด้วย แกล้งทำเป็นไม่รู้จักกันแล้วเดินหายไปเลยจะเลวเกินไปมั้ยเนี่ยผมT^T

“...”จิเนนไม่ยอมตอบอะไรริวทาโร่ ซ้ำยังเดินไปข้างหน้าเหมือนไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยอีกต่างหาก ริวทาโร่วิ่งตามไปรั้งตัวจิเนนเอาไว้

“ฉันบอกว่าขอโทษไง ทำไมไม่ฟังกันบ้าง”

“แล้วทีฉันพูดอะไรไป ริวจังเคยฟังบ้างมั้ยล่ะ?”จิเนนย้อนกลับมาเสียจนริวทาโร่เงียบไปเลย เขาพูดอะไรไม่ออก

“ริวจังไม่เคยคิดจะเชื่อใจฉันเลยหรอ!”

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะ”

“ฉันจะกลับบ้าน”จิเนนพูดเสียงแข็งขึ้นมา และหันหลังรีบเดินไปทันที

“เดี๋ยวก่อนสิ คุยกันก่อน!”ริวทาโร่เดินไปขวางทางเอาไว้

“หลบไปนะ!”จิเนนตะโกนแล้วผลักริวทาโร่ออก ก่อนจะวิ่งหนีข้ามถนนไปโบกแท็กซี่ ริวทาโร่วิ่งตามไปติดๆแต่ไม่ทันเจ้าตัวที่กระโดดขึ้นแท๊กซี่ไปแล้วเรียบร้อย

ริวทาโร่ยืนคอตกอยู่ตรงป้ายรถเมล์ ผมเดินข้ามถนนไปยืนอยู่ข้างๆเค้า

“ไปทานข้าวเย็นกันมั้ย?”ผมเอ่ยชวนริวทาโร่ขึ้นมา แม้จะรู้ว่าการกระทำของตัวเองเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดสิ้นดีก็ตาม

“เอ่อ...ถ้านายไม่อยากไปก็ไม่เป็นไรนะ ฉันแค่ชวนไปอย่างนั้นเองแหละ”ผมเห็นท่าทีที่นิ่งเงียบของริวทาโร่แล้วก็คิดเอาเองว่าเค้าคงไม่อยากจะไปกับผม อีกอย่างผมก็เป็นฝ่ายบ้าชวนขึ้นมาเองด้วยทั้งๆที่เมื่อกี้นี้อยากจะหนีกลับบ้านคนเดียวใจแทบขาด

“เค้าว่ากันว่าคนเราจะรู้สึกสบายใจก็ต่อเมื่อได้เล่าความรู้สึกในใจทั้งหมดที่มีให้ใครสักคนที่ไว้ใจมากที่สุด..”

“...??”

“เคย์โตะ...แม้ว่านายจะไม่ใช่คนที่ฉันไว้ใจมากที่สุดก็ตามเถอะ..”

“...”

“วันนี้นายช่วยอยู่ข้างๆฉัน...รับฟังเรื่องราวของฉันจะได้มั้ย?”


---------------------------------

วีนัส : ในที่สุดก็เริ่มค่อยๆเข้าสู่ช่วงดราม่าแย้วว อ๊ากก อาจจะมีเนื้อหาที่หลายๆคนไม่อยากอ่านก็ได้ ToT มันจะค่อนข้างทำร้ายจิตใจแบบจริงๆจังๆToT เพราะฉะนั้นแล้วเค้าจะพยายามแต่งแล้วมาลงให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้นะจ้ะT^T ช่วงนี้ติดแปลทรานซ์แปลทำซับหนังตรึมไปหมดเลยที่บอกจะหมาอัพเลยไม่มีเวลาแต่งเลย ต้องขอโทษด้วยจริงๆน้า จะรีบลงให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้เลยจ้า

หลังจากตอนนี้ไป.. จะเริ่มดราม่าขึ้น เรื่องราวของยามะจังและยูโตะที่ไม่เคยเกิดขึ้นในภาคแรกจะเกิดขึ้น และสองคนนี้จะทะเลาะกันหนักกว่าเดิม อีกทั้งปัญหาของชี่จังแล้วก็ริวจัง.. ไปจนถึงความรู้สึกของพี่บุและฮิคารุ , ไดจังและอิโนะจังด้วย ยังไงก็ช่วยติดตามกันด้วยน้า T^T;; เนื้อเพลงที่แปะในฟิคมีส่วนเกี่ยวข้องกับทั้งคู่ริวชี่แล้วก็นากายามะเลยจ้า^^

edit @ 10 Jan 2012 22:41:16 by venus

 
 
แปะเพลงประกอบๆๆ >> http://www.youtube.com/watch?v=qhapvSaVXC0
 
 
วีนัส : อันนี้คือจะคุยกันก่อนไปอ่านนิดนึง คือเนื่องจากว่าฉากมันค่อนข้างเรต-.- และหากใครไม่ชอบจริงๆก็อย่าอ่านเลยน้า(เกิดอาการวิตกกังวลT^T) เค้าแต่งเองยังไม่กล้าย้อนกลับไปอ่านเลยด้วยเหมือนกันToT แต่งทีก็ต้องปลุกความเป็นชายในตัวคุณออกมาตลอดเลย ฮ่าๆ แต่ยังไงก็ตาม เรื่องบนเตียงไม่ใช่แค่เรื่องบนเตียงอย่างแน่นอนเลยจ้า ทุกอย่างมีที่มาที่ไปและเชื่อมโยงกับเรื่องราวหลังจากนี้ด้วยจ้า^^  เป็นเรตแนวหวานๆอบอุ่นนะจ้า^^
 
 

ยูโตะ 

ตอน : ความสัมพันธ์ (H)

ผมรู้สึกแสบจมูกนิดหน่อย แต่เลือดกำเดาที่เริ่มเย็นตัวลงมันทำให้ผมรู้สึกเหมือนจมูกของผมไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ยามะจังกำลังมองจิเนนที่ลากริวทาโร่เดินไปที่ลิฟท์ด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจ ตอนนี้เค้าทำสีหน้าเหมือนตอนที่ผมแกล้งจับก้นเค้าเล่นไม่มีผิด

แต่มันก็ดีแล้วล่ะ ที่เรื่องของจิเนนมันไม่มีอะไรไปมากกว่านี้ อันที่จริงผมก็รู้สึกตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นนะ แต่ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะจิเนนเป็นคนนิสัยแบบนี้อยู่แล้ว ที่ตอนแรกผมจะไปถามเรื่องนี้กับจิเนนให้รู้เรื่องก็เพราะว่ายามะจังดูกังวลใจกับเรื่องของจิเนน ผมก็แค่อยากจะไปถามให้เค้ารู้สึกสบายใจก็เท่านั้นเอง

แต่...ศอกของยามะจังฟันโดนกลางดั้งของผม มันเจ็บจนสุดจะบรรยายเลยล่ะToT

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตผมที่เกิดมาแล้วโดนเฉาะกลางดั้งจะๆขนาดนี้T^T;

เจ็บจังเลยง่า T~T

อย่างนี้ต้องแอบเจ้าเล่ห์เอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างซะแล้ว (–..-) อะคึๆ

“ขึ้นห้องกัน”ยามะจังหันหน้ากลับมาและเอ่ยเชิญชวนผม

“อ๊ะ! อย่าบอกนะว่ายามะจังคิดที่จะ...O///O”

ผัวะ!

ผมโดนยามะจังตบหัวเต็มแรงจนรู้สึกสมองซีกซ้ายด้านชาไปหมด

“อย่ามาทะลึ่งนะ=_=”เค้าทำหน้าอัมหิตใส่ผม

“ก็ยังไม่ได้พูดว่าเรื่องอะไรสักหน่อยนี่T^T แค่นี้ทำไมยามะจังต้องรุนแรงกันด้วยล่ะToT”ผมนวดหัวอย่างน้อยใจ เอะอะอะไรยามะจังก็ชอบแต่จะใช้กำลังกับผมตลอดเลยToT มันก็จริงที่ผมชอบพูดอะไรแบบนี้กับเค้า แต่ผมก็พูดแบบนี้กับเค้าแค่คนเดียวนี่นา รู้ทั้งรู้ก็ยังสนับสนุนความรุนแรงใช้กำลังกับผมตลอดเลย แงT__T นานวันเข้าชักจะเริ่มน้อยใจขึ้นมาแล้วจริงๆนะ เดี๋ยวหนีไปอยู่เกาะฮันโนลูลูซะเลยแล้วจะรู้สึก TAT

ผมลุกขึ้นเดินตามยามะจังที่เดินอยู่ห่างเพียงสองก้าว จู่ๆผมก็คิดเรื่องของริวทาโร่ขึ้นมา ข้อความที่ผมเห็นฮิคารุกับยาบุส่งมาให้นั้น ข้อความมันเขียนเอาไว้ว่า

 

- ฉันคิดว่าตอนนี้ยูยะชอบจิเนน –

 

ผมไม่อยากให้ยามะจังรู้เรื่องนี้เลย มันไม่ดีก็จริงที่เก็บซ่อนความลับเอาไว้โดยไม่บอกเค้า แต่ผมคิดว่าในเวลานี้ยามะจังยังไม่ควรรู้เรื่องนี้ เดี๋ยวเค้าจะเสียใจแล้วก็คิดมากเอาเสียเปล่าๆ อย่างนึงคือ ถ้ายามะจังรู้เรื่องนี้ อย่างแรกที่เค้าจะทำคือ จับคู่กรณีทั้งหมดมาพูดคุยกัน หรือไม่ก็เดินไปถามด้วยตัวของตัวเองเลย นี่คือสิ่งที่ผมยังไม่อยากให้เกิดขึ้น...

และสาเหตุสำคัญที่สำคัญที่สุดที่ผมเลือกที่จะเก็บงำเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับก็คือ ยามะจังรักจิเนนและริวทาโร่มาก ถึงแม้ในกรณีริวทาโร่จะทะเลาะและถกเถียงกันเสียมากกว่า แต่ผมคิดว่านั่นแหละมันเป็นการแสดงออกถึงความรักของยามะจังในอีกรูปแบบหนึ่ง

ในตอนนั้นผมตกลงคุยเรื่องนี้กับฮิคารุแล้วก็ยาบุว่าอย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกใคร สองคนนั้นบอกว่าตอนนี้อิโนะจังกับไดจังยังไม่รู้เรื่องนี้ แต่ว่าเคย์โตะรู้แล้ว

ผมไม่รู้ว่าในอนาคตมันจะเกิดเรื่องวุ่นวายอะไรขึ้นหรือเปล่าจากการตัดสินใจที่เลือกที่จะไม่เล่าเรื่องนี้ให้ยามะจังฟังแบบนี้ แต่ผมคิดว่า เมื่ออะไรๆดีขึ้น ผมจะค่อยๆเล่าเรื่องนี้กับยามะจัง ในอนาคตเร็ววันนี้

“ยูโตะ! ไม่ได้ยินหรือไง!”จู่ๆยามะจังก็ตะโกนกรอกหูผมซะเสียงดังสนั่น ผมสะดุ้งโหยง ยามะจังยืนอยู่ใกล้ๆผม ตอนนี้เราสองคนกำลังยืนรอลิฟท์อยู่ตรงล็อบบี้ด้านล่าง

“นายคิดอะไรของนายอยู่ ไม่ฟังสิ่งที่ฉันพูดเลยหรือไง!”

“เปล่า”

“เปล่าอะไร-_-*”ยามะจังทำหน้าไม่พอใจใส่ผม ให้ตายสิ นับวันยามะจังจะเริ่มติดนิสัยขี้งอนเหมือนผู้หญิงมากขึ้นแล้วนะเนี่ย

“ก็..ที่ฉันเป็นแบบนี้อาจจะเป็นเพราะยามะจังฟันศอกเข้าที่ดั้งฉันไงT^T”ยามะจังทำหน้าสลดลงเล็กน้อยหลังจากที่ผมพูดจบ สังเกตได้จากแวววูบไหวในตา เค้าเงียบไป

“ล้อเล่นน่า”ผมขยี้ผมเค้าเล่นเบาๆ เค้าเหลือบมองผมด้วยสายตาที่ผมเห็นแล้วก็ใจอ่อน

ติ๊ง!

ลิฟท์เปิดออกช้าๆ ผมเดินนำยามะจังเข้าไปในลิฟท์ กดชั้นที่อยู่ ลิฟท์ค่อยๆขึ้นช้าๆ ยามะจังกระเถิบมายืนใกล้ๆผมแล้วจับมือผมเบาๆ มือของเค้านิ่มและเล็กกว่าผมนิดหน่อย

ติ๊ง!

เสียงลิฟท์ดังขึ้นอีกครั้ง ผมเงยหน้ามองประตูลิฟท์ที่เปิดช้าๆ อิโนะจังและไดจังวิ่งเข้ามาในลิฟท์พร้อมกับห่วงยางลายเป็ด

“เฮ้!! ทำไมวันนี้ตื่นเช้าจังเลยล่ะ! อ้าว! ยามะจัง! หายดีแล้วหรอ ว่าจะขึ้นไปเยี่ยมอยู่พอดีเลย!”ไดจังพอเห็นหน้าผมกับยามะจังปั๊บก็ทักทายด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริงแจ่มใสทันที ไม่เหลือคราบของคนหลงป่าเลยแม้แต่นิด=.=  อิโนะจังเองก็เช่นกัน ตอนนี้เค้าไปยืนจ้องๆมองๆอยู่ข้างๆยามะจังแล้ว

“นี่~ไปเล่นน้ำด้วยกันเปล่า? ฉันไปยืมห่วงยางมาสามอัน เดี๋ยวให้ยืมอันนึง”อิโนะจังทำท่าจะถอดห่วงยางจากเอวตัวเองแต่ยามะจังส่ายหน้า

“ไม่เอาอ่ะ อยากอยู่ในห้องมากกว่า”ยามะจังตอบเสียงเอื่อยๆ

“อะไรกัน!!? อะไรทำให้ยามะดะเรียวสุเกะคนนี้สิงห้องพักได้!!? หรือว่า!! นายจะป่ามป๊ามกับยูโตะ!?”ไดจังส่งเสียงดังมากกว่าเดิม ยามะจังเริ่มโวยวายแล้วตรงเข้าไปฟัดกับไดจังที่หัวเราะเอิ้กอ้ากชอบใจกับอิโนะจัง

อิโนะจังกับไดจังนี่สองคนนี้ไปที่ไหนเสียงมักจะนำร่องมาก่อนเสมอ เสียงดังทั้งคู่เลย ไม่ใช่แค่สองคนนี้หรอกนะ แฟนผมก็ด้วยเหมือนกัน พออยู่ด้วยกันกับไดจังทีไรเป็นอันต้องโวยวาย ส่งเสียงดังเจี้ยวจ้าวตลอดเลย จนบางทีผมแค่นั่งมองยามะจังนั่งคุยกับไดจังก็รู้สึกดีขึ้นมาแล้ว เหมือนมองเด็กประถมนั่งคุยกัน ฮ่าๆๆ

แน่นอนว่า..แต่ก่อนผมเคยอิจฉาไดจังที่สนิทกับยามะจัง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าไดจังรู้สึกอิจฉาผมแทน ผมสังเกตเห็นได้จากประกายไฟลุกโชนในดวงตาของไดจังเลยล่ะ ฮ่าๆ^O^

พอเดินออกมาจากลิฟท์อิโนะจังและไดจังก็แว้บหายเข้าไปในห้องพัก ยามะจังบอกกับผมว่าสองคนนั้นจะลงไปเล่นน้ำที่สระด้านล่าง แต่คงจะรอสายกว่านี้หน่อยเพราะอากาศข้างล่างยังเย็นอยู่

ผมหยุดยืนอยู่หน้าห้องพักและหยิบบัตรขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกง สอดเข้าไปตรงบริเวณลูกบิด เสียงดังแกร๊กปลดล็อคดังขึ้น ยามะจังเดินเปิดประตูเดินนำเข้าไปในห้องก่อน

ห้องพักของผมและยามะจังเป็นห้องที่มีเตียงเดี่ยวสองเตียง ตรงกลางระหว่างเตียงเดี่ยวสองเตียงจะมีโต๊ะไม้ขนาดเล็กไว้สำหรับวางโทรศัพท์ของทางโรงแรม แล้วก็โคมไฟสีเหลืองนวลขนาดย่อมๆ ซึ่งโคมไฟโคมนี้ถูกใช้งานตลอดเวลาตั้งแต่วันที่เราสองคนเหยียบห้องนี้ เพราะยามะจังไม่ชอบนอนปิดไฟ แต่ก่อนเวลาไปนอนค้างที่โรงแรมกับยามะจัง หรือไปทำงานทัวร์ตามต่างจังหวัดแล้วมันกลับดึกเลยต้องพักโรงแรมย่านนั้น เวลาที่ผมได้นอนพักห้องเดียวกันกับยามะจัง ในห้องจะต้องสว่างโร่ คือปรกติผมเป็นคนที่ถ้าเปิดไฟในห้องก็จะนอนไม่หลับ แต่เพราะว่ายามะจังนอนไม่หลับถ้าปิดไฟเหตุผลก็เพราะกลัวผีขึ้นสมอง ผมเลยต้องจำยอมนอนหลับทั้งๆที่เปิดไฟแบบนั้นจนเคยชิน

เท่านั้นไม่พอด้วยนะ..ตั้งแต่สมัยที่เรายังเด็กจนถึงปัจจุบัน ยามะจังชอบให้ผมเล่าเรื่องนั่นเรื่องนี้กล่อมอยู่เสมอ ตอนแรกผมก็แอบรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนิดๆ ว่าผมเล่าเรื่องส่วนตัวที่เจอมาในแต่ละวันให้ยามะจังฟังมากเกินไป เค้าจะรำคาญผมบ้างหรือเปล่า..

ผมเหม่อมองยามะจังที่ก้มๆเงยๆอยู่ตรงกระเป๋าเป้ใส่ของ และหยิบซองขนมออกมาจากกระเป๋า

ไหนบอกจะลดน้ำหนักไง..ขนมนั่นสงสัยเตรียมมาจากบ้านแหงๆเลย-.-

“กินมั้ย?”ยามะจังยื่นซองเยลลี่ให้ผม ผมส่ายหน้าหวืด ผมกินเยลลี่ตอนเช้าทีไรมันไปพองอืดในท้อง จนกินข้าวมือกลางวันไม่ลงเลย

ผมนั่งลงตรงเตียงที่ติดริมระเบียง ยามะจังนั่งลงบนเตียงห่างจากผมไปนิดหน่อย ผมนั่งมองเค้าที่หยิบเยลลี่ออกมาจากถุงเคี้ยวตุ้ยๆ

เตียงเดี่ยวข้างๆแทบจะไม่ได้ใช้งานเลย เพราะเราสองคนนอนเตียงเดียวกัน

ที่ผมพูดไปไม่ใช่ผมเป็นคนที่ริเริ่มความคิดนี้เป็นความคิดแรกหรอกนะ..ยามะจังต่างหาก เวลานอนต่างที่ทีไรเค้าจะชอบหวาดกลัวนี่นู่นนั่น จะลุกไปฉี่กลางดึกก็ต้องปลุกผมไปยืนเฝ้าหน้าห้องน้ำ จะอาบน้ำทีก็ให้ผมไปยืนเฝ้าหน้าห้องน้ำพอผมจะเข้าไปอาบด้วยก็ไม่ยอม แถมยังส่งเสียงเรียกผมเป็นระลอกๆกลัวผมไม่ยืนเฝ้าอยู่ตรงหน้าห้องน้ำด้วยอีกต่างหาก

“ฮ้าว~-O-“ผมอ้าปากหาวหวอดแล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียงในสภาพที่ขายังแตะพื้นอยู่ ผมเหม่อมองเพดานสีขาวอมส้มเพราะแสงอาทิตย์ที่ลอดผ้าม่านขาวโปร่งเข้ามาภายในห้อง

“นี่~ยามะจัง”

“ฮึ? ง่ำๆ”เสียงเคี้ยวเยลลี่ของยามะจังดังเป็นจังหวะ

“ยามะจัง จำได้มั้ยมีครั้งนึงตอนสมัยที่เรายังเป็นเจอาร์กันอยู่น่ะ มีวันนึงที่เราต้องไปเป็นแบคให้รุ่นพี่ที่มีทัวร์คอนเสิร์ตที่ต่างจังหวัดแล้วต้องไปนอนพักที่โรงแรมต่างจังหวัดน่ะ”

“หือ? อ๋อ ตอนนั้นน่ะหรอ”

“ฉันยังจำได้แม่นเลยนะ ตอนนั้นน่ะฉันรู้ตัวแล้วนะว่าชอบยามะจัง.. ก็เลยหวังอยู่ลึกๆว่า ตอนที่นอนพักในห้องที่นอนได้สองคน ยามะจังจะเลือกมานอนกับฉันน่ะ..แล้วยามะจังก็เลือกที่จะมาพักห้องเดียวกับฉัน ตอนนั้นฉันดีใจมากเลยล่ะ”ผมนึกถึงเรื่องราวในอดีตแล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้

“อ่อ..เรื่องนั้นน่ะเอง อันที่จริงฉันแค่ไม่อยากนอนกับริวทาโร่มากกว่าน่ะ”ยามะจังพูดด้วยน้ำเสียงห้วนๆตอบกลับมาเหมือนไม่สนใจจะสานต่อเรื่องที่ผมเล่าสักเท่าไหร่..แต่ผมก็ยังคงอยากที่จะเล่าต่อ

“ยามะจังเดินมาหาฉันแล้วก็พูดว่า ‘ฉันพักห้องเดียวกันกับยูโตะคุงได้มั้ย?’ แล้วพอฉันพยักหน้านายก็ยิ้มให้ฉัน ตอนนั้นนายยิ้มน่ารักมากเลย ไม่เคยมีใครที่ยิ้มแล้วเยียวยาจิตใจฉันได้เหมือนกับนายเลยสักคน..นายแปลกจากคนอื่นเลยน่ะ”

“...”ยามะจังเงียบไป

“ครั้งแรกที่ฉันได้ค้างคืนห้องเดียวกันกับยามะจังนะ..โหย ทำอะไรไม่ถูกเลยล่ะ แม้จะหวังในใจลึกๆว่าอาจจะได้นอนพักห้องเดียวกันกับยามะจัง แต่ตัวฉันก็ไม่คิดว่าจะได้มาพักห้องเดียวกันกับยามะจังจริงๆ พอเดินเข้าไปในห้องพักนะมันรู้สึกเหมือนแบบ..โอย บรรยายออกมาเป็นความรู้สึกไม่ถูกเลย นายจำได้มั้ยตอนนั้นที่นายถามฉันเรื่องผ้าเช็ดตัวน่ะ แล้วที่ฉันตกใจแล้วเผลอตะโกนตอบนายกลับไปน่ะ”

“อ๋อ ฮ่าๆๆ จำได้สิ หน้านายตอนนั้นตลกมากเลย”ยามะจังเท้าคางล้มตัวลงนอนข้างๆผม

“จู่ๆก็นึกถึงเรื่องเก่าๆขึ้นมาน่ะ..”ผมพึมพำขึ้นมา ใช่..ผมคิดถึงตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมได้เจอกับยามะจังเลยล่ะ

“อืม..”

“ไม่คิดเลยเนอะ ว่าเราสองคนจะมาได้ไกลถึงขนาดนี้น่ะ”

“อือ..ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”ยามะจังล้วงหยิบเยลลี่ขึ้นมากินต่อ เสียงถุงขนมดังกรอบแกรบเบาๆ

“นายจำได้มั้ยที่นายบอกฉันว่าถ้าไม่มีนากาจิม่ายูโตะ ก็ไม่มียามะดะเรียวสุเกะในวันนี้น่ะ เพราะว่าฉันเป็นคนที่รั้งนายเอาไว้ตอนที่นายคิดจะล้มเลิกออกไปจากโลกของไอดอล หลังจากนั้นนายก็เลยเรียกฉันว่ายูโตะคุงๆตลอดเลย”

“เรื่องน่าอายแบบนั้น ไม่ต้องพูดถึงมันก็ได้น่า..”

“ไม่เห็นน่าอายตรงไหนเลย..ฉันประทับใจมากเลยนะ ที่ยามะจังนับถือฉันแบบนั้นน่ะ แต่ก่อนเราก็กลับบ้านด้วยกันเป็นประจำเลย พอมาหลังๆยามะจังงานเยอะมากแล้วเราก็ไม่ค่อยจะได้ทำงานด้วยกัน พอฉันกลับบ้านคนเดียวทีไรมันก็อดเหงาไม่ได้ทุกที..”

“นายถึงได้ชอบส่งข้อความประหลาดๆมาหาฉันที่กำลังทำงานอยู่ใช่มั้ย?”

“อื้ม..ก็มันรู้สึกเหงาจริงๆนี่ ตอนที่ฉันกลับบ้านด้วยกันกับยามะจัง ฉันจะชอบรู้สึกว่าทำไมบ้านฉันมันถึงได้ใกล้จังเลย แต่พอกลับคนเดียวทีไรมันกลับรู้สึกว่า เส้นทางมันยาวไกลกว่าเดิม...เมื่อไหร่จะถึงบ้านสักที... นี่บ้านฉันอยู่เกาหลีเหนือหรอเนี่ยยย ฉันคิดแบบนี้เลยล่ะ”

“ตลกและ...นายจะมาซึ้งเอาอะไรตอนนี้เนี่ย=_=”

“จริงๆนะ!”ผมทำน้ำเสียงจริงจัง

“ก็ไม่ได้จะว่าอะไรสักหน่อยยย”

“ไม่รู้ทำไม ความรู้สึกครั้งแรกตั้งแต่ที่เห็นยามะจังยิ้ม ตอนนี้ความรู้สึกนั้นก็ยังไม่เปลี่ยนเลยจริงๆนะ ครั้งแรกที่ฉันเห็นหน้าแม่ของนาย ฉันรู้ได้เลยว่านายได้ความอ่อนโยน อบอุ่นมาจากใคร”ผมหันไปมองยามะจังที่สบตากับผมพอดี เค้าเบนหน้าหนีสายตาของผมและยกถุงเยลลี่ขึ้นบังหน้าแทน

“นี่~ ยามะจังไม่คิดที่จะพูดความประทับใจแรกเกี่ยวกับฉันบ้างหรอ~”ผมกระเถิบตัวเข้าไปใกล้เค้า และเริ่มใช้นิ้วจิ้มแก้มใสๆนุ่มๆนั้นอย่างหมั่นเขี้ยว

“พูดไปครั้งเดียวก็เกินพอแล้วน่า..จะฟังอะไรหลายๆรอบเล่า”เค้าตอบงุ้งงิ้งกลับมา

“เค้าว่ากันว่า คนอื่นคนไกลที่ไม่ใช่คนใกล้ตัวอย่าไปสนใจความรู้สึกของเค้ามาก ให้สนใจความรู้สึกกับคนที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด.. ยามะจังเป็นมั้ย เคยคิดมั้ยว่าถ้าสมมติว่าวันนึงเราต้องจากกันน่ะ..”

“นายพูดอะไรของนายน่ะ?”

“ไม่ๆ แค่สมมติเฉยๆ”

“ไม่เคยคิดอ่ะ..มันจะรู้สึกเศร้าก็เลยไม่อยากจะคิดถึงมัน”

“ถ้าสมมติว่า วันนึงไม่มีฉันอยู่กับยามะจังอีกแล้ว..”

“ยูโตะ!!”

เพี๊ยะ!

ยามะจังตีแขนผมเสียเต็มแรง จนต้นแขนผมชาว้าบไปหมด

“ล้อเล่นน่า!..ที่ฉันจะพูดก็แค่อยากจะหมายถึงว่า ฉันไปอ่านเจอหนังสือเล่มนึงมา เค้าบอกว่าถ้าเราคิดว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้อยู่กับคนที่เรารัก เราก็จะใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ยังไงละ..”

“ไม่เอาหรอกนะ..ถ้าไม่มียูโตะน่ะ”จู่ๆยามะจังก็พูดแทรกขึ้นมา

“เฮ้~ ฉันแค่พูดเล่นเองน้า อย่าคิดมะ...”ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบ ยามะจังก็ลุกขึ้นยืนนั่งคร่อมตรงกลางลำตัวผมสองกำปั้นเล็กๆวางอยู่บนอกของผม บั้นท้ายของยามะจังอยู่ตรงกลางลำตัวของผมพอดิบพอดี

ยูโตะตกใจกับท่าทีกะทันหันของยามะจัง ดวงตากลมใสอันน่าหลงใหลจ้องเป๋งมาที่ร่างสูง ฝ่ามือเล็กวางถุงเยลลี่ไกลออกจากตัวไปเล็กน้อยมือข้างนึงล้วงเข้าไปข้างในเสื้อของร่างสูง ครั้นเมื่อฝ่ามือนุ่มนิ่มของยามะจังลูบไล้ไปบนแผ่นอกของร่างสูง ยูโตะก็หอบหายใจและสบตากับยามะจังที่ยิ้มนิดๆกลับมา มือเล็กๆข้างที่ว่างไล้เบาๆบนใบหน้าคมสัน

“ถ้ายูโตะคิดแบบนั้น ฉันจะทำให้ยูโตะไปมองคนอื่นไม่ได้อีกเลย..แบบนั้นยูโตะจะเอามั้ยล่ะ?”

“ฉันก็มองยามะจังมาตั้งแต่แรกอยู่แล้วนี่นา...”

Rate

พอยูโตะพูดจบเท่านั้น เรียวสุเกะก็ยิ้มหวานและโน้มตัวลงไปจุมพิตริมฝีปากฝ่ายตรงข้ามช้าๆ ริมฝีปากอ่อนนิ่มสัมผัสกันเบาๆ เรียวสุเกะถอนใบหน้าออกมาเล็กน้อย ยูโตะรั้งท้ายทอยกดจูบลงบนริมฝีปากอวบอิ่มอย่างอ่อนโยนและนุ่มนวล เรียวลิ้นเปียกลื่นค่อยๆสอดเข้าไปในโพรงปากของกันและกัน เรียวสุเกะครางอือในลำคอจากรสจูบที่ยูโตะมอบให้ราวกับได้ทานอาหารฝีมือคนที่รู้ใจ เรียวลิ้นของยูโตะสำรวจไปทั่วทั้งโพรงปากของเรียวสุเกะจนเกิดเสียงเปียกแฉะดังจ้วบจ้าบขึ้นมาเบาๆ เรียวสุเกะเป็นฝ่ายถอนริมฝีปากออกก่อน ร่างเล็กหอบหายใจรวยริน ริมฝีปากอวบอิ่มได้รูปแดงแจ๋และเปียกชุ่มไปด้วยน้ำลาย

เรียวสุเกะแอ่นบั้นท้ายขึ้นเล็กน้อยในท่าเหมือนแมวบิดขี้เกียด และยิ้มอย่างมีเลศนัยสบตากับยูโตะสื่อกันทางสายตาก็รู้ไปถึงใจของอีกฝ่าย

“แต่ว่ายูโตะยังไม่ได้นอนพักเลยนี่นา..”ร่างที่นั่งทับอยู่บนกลางลำตัวเอ่ยถามขึ้นมาเบาๆ คล้ายกับจะแกล้งปลุกปั่นอารมณ์ของร่างสูงเล่นๆ

ยั่วยวน แถมเริ่มก่อนซะขนาดนี้..จะให้เขานอนหลับไปเฉยๆอย่างนั้นหรอ!!? คำถามสิ้นคิดอีกแล้ว!!

“ยามะจัง..นายนี่จริงๆเลยน้า~ฮะๆ”ยูโตะไม่ยอมตอบคำถามของยามะจังและหลุดหัวเราะออกมา ยามะจังหัวเราะตาม ดวงตากลมโตหยีโค้งเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว มันเป็นรอยยิ้มที่ยูโตะตกหลุมรักตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น

ไม่รู้ทำไม..แต่มันรู้สึกว่าตัวเองช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้เห็นคนที่ยิ้มสวยแบบนี้..

ยิ้มสวย ใครๆก็ยิ้มได้..แต่ยิ้มมาจากใจที่อ่อนโยน หาได้ยากจริงๆ..

สายตาที่ยูโตะมองยามะจังนั้นอบอุ่นและอ่อนโยนมากเหลือเกิน.. สายสัมพันธ์ที่เกินกว่าเพื่อนของเขาทั้งสองคนเริ่มก่อตัวตั้งแต่วันที่ยูโตะสารภาพรักกับเรียวสุเกะ นานวันเข้าความสัมพันธ์นี้เริ่มจะเหนียวแน่นมากยิ่งขึ้น จนยากที่จะตัดขาดออกจากกันได้ง่ายๆ

เรียวสุเกะค่อยๆดันปลายชายเสื้อของยูโตะขึ้นไปด้านบนช้าๆ บั้นท้ายที่แนบอยู่ตรงกลางลำตัวของยูโตะพอดี ขยับบดขยี้ไปมาผ่านเนื้อผ้าคล้ายกับจะยั่วเย้าอารมณ์ของอีกฝ่าย แต่เจ้าตัวที่เป็นคนเริ่มทำเป็นเหมือนไม่รู้ว่าตัวเองเป็นคนปลุกปั่นอารมณ์ของอีกฝ่าย

“อ่า..ยามะจัง”ยูโตะหลับตาพริ้มค่อยๆใช้ลิ้นอุ่นนิ่มเลียไปมาตรงบริเวณท้องของเค้า มันเสียวว้าบขึ้นมาจนเขาเผลอแขม่วท้องด้วยความเสียวซ่าน ยามะจังหัวเราะคิกคักชอบใจที่เห็นท่าทีตอบสนองของยูโตะ ดวงหน้าหวานเคลื่อนมาใกล้ยูโตะ

“นี่~ ยูโตะ”

“หะ..หือ?”เสียงของยูโตะสั่นเล็กน้อย

เรียวสุเกะไม่ยอมพูดอะไรและเขยิบหน้าเข้ามาใกล้กับยูโตะมากกว่าเดิมจนปลายจมูกสัมผัสกันเบาๆ ดวงตากลมโตหลุบลงช้าๆจนยูโตะมองเห็นขนตาดกดำเป็นแพตัดกับผิวแก้มที่ขาวใส เรียวสุเกะจุมพิตลงที่ริมฝีปากของยูโตะเบาๆ และรีบถอนริมฝีปากออกมาอย่างรวดเร็ว แถมยิ้มหวานเขินอายจนยูโตะใจเต้นแรง ราวกับมียูโตะซักสิบร่างรัวกลองอยู่ในใจของยูโตะเลยก็ว่าได้

“เอ้ย!”ยูโตะร้องออกมาที่จู่ๆยามะจังก็เลื่อนมือไปจับที่กลางลำตัวของเค้า ร่างเล็กกระเถิบย้ายที่จากกลางลำตัวมาที่ด้านล่างแทน

นิ้วเล็กๆค่อยๆปลดปมเชือกที่ผูกรอบเอวของยูโตะออกช้าๆ และดึงขอบยางกางเกงร่นลงช้าๆ ชั้นในสีขาวสะอาดปรากฏเด่นแก่สายตา เรียวสุเกะไม่รอช้าดึงชั้นในของยูโตะลงในทันที ขนาดของแก่นกายยูโตะไม่ว่าเขาจะเห็นบ่อยสักกี่ครั้ง มันก็อดรู้สึกตื่นเต้นไปไม่ได้ทุกที

เรียวสุเกะค่อยๆเลื่อนมือไปกอบกุมแก่นกายของยูโตะช้าๆ ก่อนจะแตะริมฝีปากลงบนส่วนหัวเบาๆ

“ซื้ด~”ยูโตะสูดลมเข้าปากดังซื้ด เหมือนริมฝีปากนุ่มนิ่มสัมผัสลงบนแก่นกายของตน เรียวสุเกะอมแก่นกายของยูโตะเข้าไปรวดเดียวโดยยืดยาดเหมือนครั้งก่อนๆให้ยูโตะต้องรู้สึกค้างคา แก่นกายที่ใหญ่โตคับปาก ไม่ว่าจะทำออรัลให้ยูโตะกี่ครั้งต่อกี่ครั้งเขาก็ไม่เคยรู้จักชินเสียที ซ้ำยังรู้สึกมันใหญ่ทุกครั้งที่มีอะไรกันเลยด้วยต่างหาก

ริมฝีปากอ่อนนุ่มค่อยๆขยับขึ้นลงช้าๆ โพรงปากของร่างเล็กที่กำลังปรนเปรอความสุขให้ยูโตะอยู่นั่นอุ่นน้อยกว่าภายในตัวของอีกฝ่ายเสียอีก เรียวลิ้นเล็กๆแล่บเลียไปทั่วราวกับกำลังกินไอศกรีมที่แสนอร่อยแถมยังยิ้มเอียงอายให้ยูโตะอีกต่างหาก ร่างสูงกดหัวของร่างเล็กให้รับแก่นกายเข้าไปในปาก มือเรียวยาวขยำเส้นผมของอีกฝ่าย ตัวกระตุกเกร็งเต็มไปด้วยอารมณ์เสียวกระสัน

เรียวสุเกะผละริมฝีปากของตัวเองออก หอบหายใจจนอกกระเพื่อม ตามมือตามปากของเรียวสุเกะเต็มไปด้วยน้ำเมือกเหนียวๆของยูโตะ เรียวสุเกะยันเข่าขึ้นและถอดกางเกงของตัวเองลง

“เอ๊ะ?”ยูโตะตกใจกับท่าทีของเรียวสุเกะที่ทำราวกับจะนั่งลงมาเลย

เรียวสุเกะนิ่งไม่ยอมตอบท่าทีของยูโตะและนั่งยองๆลงตรงกลางลำตัวของยูโตะ จับแก่นกายใหญ่โตดันส่วนปลายเข้าไปข้างในร่างกายของตัวเองช้าๆ

“อ๊ะ!!”เรียวสุเกะร้องออกมาเสียงดังเมื่อดันส่วนหัวเข้าไปในร่างกายได้เพียงนิดเดียว เนื้อตัวก็สั่นเทิ้มไปหมด

“ไหวหรือเปล่า เดี๋ยวเลือดก็ออกหรอก”ยูโตะกระเถิบตัวยันตัวขึ้นเล็กน้อย เรียวสุเกะถอนตัวออกช้าๆพร้อมๆกับยูโตะที่ยันตัวขึ้นนั่ง ร่างเล็กหันหน้าเข้าหาและโอบคอร่างสูงเอาไว้ กางเกงและชั้นในถูกถอดลงมาถึงแค่ตรงหัวเข่า เผยให้เห็นเพียงขาอ่อนเนียนขาว

ยูโตะโอบรอบเอวเรียวสุเกะเข้ามาใกล้ ก่อนจะค่อยๆสอดนิ้วกลางเข้าไปในช่องทางด้านหลังช้าๆ

“อื้อ!! ยูโตะ อืมม~”เรียวสุเกะกอดรัดรอบคอยูโตะมากยิ่งขึ้น ครั้นเมื่อนิ้วเรียวยาวสอดเข้าไปนิ้วที่สองควานสะกิดหาจุดกระสันของอีกฝ่าย ร่างเล็กก็ถึงกับสะดุ้งวาบ ตัวสั่นเทิ้มไปทั้งตัว

“อ๊ะ!! ยูโตะ!! ตะ..ตรง..นั้น อื้อ!!”ดวงหน้าอ่อนใสซุกลงตรงบ่าของร่างสูง หลับตาพริ้ม เสียงเหนอะหนะดังสวนกับนิ้วเรียวยาวที่ขยับเข้าออกอย่างรวดเร็ว ยิ่งยูโตะขยับนิ้วเร็วมากเท่าไหร่เรียวสุเกะก็ยิ่งเปล่งเสียงร้องออกมาดังมากยิ่งขึ้นเท่านั้น คงเพราะครั้งสุดท้ายของทั้งสองคนผ่านมานานแล้ว เพราะตารางงานที่แน่นอนเอี้ยดอยู่ตลอดเวลาของเรียวสุเกะทำให้สองคนไม่ค่อยได้มีโอกาสได้เจอกันสักเท่าไหร่นัก

เสียงร้องดังของยามะจังกระตุ้นอารมณ์ของยูโตะจนกู่ไม่กลับ เขาค่อยๆดันแก่นกายของตัวเองเข้าไปในช่องทางด้านหลังอันอุ่นร้อนของยามะจังช้าๆ

“อา..อุ่น..สุดยอด”ยูโตะครางออกมาเบาๆ และเม้มปากอย่างเสียวซ่านเมื่อดันแก่นกายของตัวเองเข้าไปจนลึกที่สุด

“อื้อ!! อะ..ฮื้มม~”ร่างเล็กค่อยๆโยกตัวขึ้นลงช้าๆ และค่อยๆเร่งจังหวะขึ้นเรื่อยๆตามแรงอารมณ์ที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เสียงครางต่ำของยูโตะสลับกับเสียงหวีดร้องของเรียวสุเกะจนดังก้องไปทั่วทั้งห้อง

กริ๊งงง!! กริ้งง!!

จู่ๆเสียงโทรศัพท์ที่เงียบในห้องพักดังสนั่นลั่นห้องขึ้นมา ทั้งๆที่มันไม่เคยดังมาก่อนตั้งแต่ทั้งสองคนก้าวเข้ามาในห้องนี้

ยามะจังสะดุ้งเฮือกตกใจกับเสียงดังนรกแตกของโทรศัพท์จนหยุดกิจกรรมไปชั่วครู่ ในขณะที่ผมไม่รู้สึกตกใจเสียงโทรศัพท์นั่นเลยแม้แต่สักนิด เพราะผมได้ยินแต่เสียงครางของยามะจังจนไม่ได้สนใจที่จะฟังอย่างอื่น ผมดึงตัวยามะจังเข้ามาใกล้ตัวผมมากขึ้น แก้มของยามะจังเปล่งเป็นสีแดงจัด และเหงื่อซึมไปทั่วทั้งใบหน้า ลมหายใจหอมๆเป่ารดลงบนแก้มของผมเบาๆ ดวงตากลมใสปรือลงเล็กน้อย

“ฮ้า~ ฮ้า~”ยามะจังหอบเบาๆ เค้าคงจะเหนื่อยพอสมควรเพราะเค้าเป็นฝ่ายที่ขยับตลอดเลย มีแต่ผมที่นั่งอยู่เฉยๆขยับตามจังหวะที่ยามะจังเป็นคนเริ่มเท่านั้นเอง

ผมมองแก้มแดงๆนั้นอย่างหมั่นเขี้ยว มีอะไรกันในแบบที่ใส่เสื้อผ้าแบบนี้มันก็ทำให้รู้สึกเร้าใจไปอีกแบบ.. ผมเอื้อมมือข้างที่ว่างไปจิ้มเบาๆที่แก้มแดงๆของยามะจัง มันทั้งอุ่นทั้งร้อนแล้วก็นิ่มเหมือนผิวเด็กไม่มีผิด

“ยูโตะ..ใครโทรมาหรอ?”ยามะจังหอบหายใจถามผม

“หือ?ไม่รู้สิ”ผมตอบอย่างไม่คิดจะสนใจ อีกทั้งในใจยังสาปแช่งขอให้สายโทรศัพท์ขาดจะได้ไม่ต้องมีคนโทรมาเป็นมารขัดความสุข

เสียงโทรศัพท์เงียบไปแล้ว ยามะจังขมวดคิ้วเอียงคออย่างนึกสงสัย..เวลาแบบนี้ยังมานั่งสงสัยอีกนะ

ผมขยับตัวช้าๆ ยามะจังก็ร้องครางเสียงดังและตัวสั่นไปทั้งตัว น้ำเยิ้มๆไหลออกมาจากช่องทางด้านหลังของยามะจังจนเปียกชุ่มตักของผมไปหมด ยามะจังนั่งท่ายองๆมาตลอดผมเหลือบมองไปเห็นขาอ่อนของเค้าเป็นรอยมือเต็มไปหมด ไม่รู้ว่าผมไปบีบไปจับเอาตอนไหน ยามะจังเองก็เป็นคนผิวขาวอยู่แล้วด้วย ยิ่งสังเกตเห็นได้ง่ายใหญ่

“เปลี่ยนท่ามั้ย?”

“เอ๊ะ? อะ..อื้อ”ยามะจังพยักหน้าอย่างน่ารัก จนผมอดไม่ได้ที่จะหอมแก้มไปหนึ่งฟอด

“ลุกขึ้นไหวมั้ย?”ผมถามยามะจัง ยามะจังมองไปรอบตัวแล้วค่อยๆเขยิบขาที่มีกางเกงห้อยอยู่ที่ขาออกอย่างเก้ๆกังๆ

ตุบ..

ยามะจังเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นพรม ผมเข้าไปช่วยพยุงยามะจังเดินกลับมาที่เตียง เสียงโทรศัพท์ดังบรรลัยนั่นมันก็ดังขึ้นมาทันทีราวกับรอเสียบจังหวะมาก่อนแล้ว

เกร๊งงง!! เกร๊งง!!

“เฮ้ย”ยามะจังร้องอย่างตกใจ

“ยูโตะไปรับซะสิ”ยามะจังนั่งลงบนเตียงและหายใจหอบ

โอยย..ผมอยากจะเดินไปกระชากสายโทรศัพท์ออกให้ไฟมันดับทั้งโรงแรมแล้วก็ขย่มยามะจังให้หายอยากไปเลยว้อยยย!! นี่!! ไอ้โทรศัพท์เฮงซวย!! แกรู้อะไรบ้างมั้ยว่ากว่าฉันจะหาโอกาสที่ยามะจังรุกแบบนี้ แถมนอกสถานที่แบบนี้มันหายากมากแค่ไหนน่ะฮะ!! โธ่ว้อยยย>O<!!

ผมเดินหงุดหงิดไปรับโทรศัพท์

“ฮัลโหล!”เสียงที่ผมรับเต็มไปด้วยแรงอารมณ์โกรธใส่ลงไปในสองพยางค์คำพูดอย่างเต็มเปี่ยม นี่ถ้าผมส่งคลื่นไฟฟ้าไปฆ่ามันได้คงจะทำไปนานแล้ว+_+

(ยูโตะหรอ..)เสียงริวทาโร่นี่!

“มีอะไร!..นายรู้มั้ยว่านายโทรมาเวลานี้น่ะ!!..”ผมอ้าปากเตรียมจะด่าต่อริวทาโร่ก็พูดแทรกขึ้นมาทันที

(คือฉันรู้ว่าโทรมาขัดจังหวะนายย..ฉันแค่จะโทรมาบอกนายว่า ช่วยมาปิดประตูกระจกตรงริมระเบียงด้วย)

“ห๊ะ?”

(เสียงยามะจังมันดังลอดออกมาข้างนอก เคลิ้มแล้วเนี่ย)

“เอ๊ะ? อ้าวงั้นหรอ!?”

ผมรีบวางโทรศัพท์แทบจะในทันที ยามะจังเดินมาหันหลังให้ผม ผมโอบเอวเค้าไว้เบาๆแล้วกระชับกางเกงยัดน้องชายกลับเข้าไปในชั้นในตามเดิม ยามะจังทำสีหน้าประหลาดใจที่จู่ๆผมก็เดินมาที่ริมระเบียง ผมแหวกผ้าม่านออก

เวร! ตอนเช้าออกมานั่งเล่นริมระเบียงแล้วลืมปิดประตูจริงๆด้วย!

ผมสบตากับชี่จังที่มองมาทางผมพอดี เค้าหน้าแดงแล้วหลบสายตามองไปทางอื่น ผมก้มลงมองเป้าตัวเอง ก็เก็บเอาไว้ดีแล้วนี่นา ริวทาโร่กลั้นหัวเราะมองมาทางผมแล้วบุ้ยปากทำนองให้ผมรีบๆปิดประตูกลับไปซะ

กึง!

ผมเลื่อนประตูริมระเบียงปิดลง แล้วกระซวกผ้าม่านปิดตามอย่างรวดเร็ว ยามะจังอ้าปากหวออยู่บนเตียงผมเดินย้อนกลับไปที่เตียง ยามะจังกระพริบตาปริบๆมองมาที่ผมอย่างใสซื่อ

“ไม่มีอะไรหรอก..”ผมตัดสินใจโกหกยามะจังไปก่อน เพราะขืนบอกความจริงไป จะต้องเกิดเรื่องที่ไม่ดีขึ้นต่อน้องชายของผมอย่างแน่นอนT^T

ผมดันร่างยามะจังนอนราบบนเตียง เพื่อสานต่อเรื่องเมื่อครู่นี้ต่อ ยามะนอนเอาหัวพิงหมอนกางเกงยังคาอยู่ที่ปลายข้อเท้า ผมดึงกางเกงออกจากปลายข้อเท้าเหวี่ยงไปข้างหลัง ดึงกางเกงลงต่ำหมิ่นเหม่สะโพกและจับขายามะจังเกี่ยวกระหวัดรอบเอว ก่อนจะค่อยๆกดแก่นกายเข้าไปข้างในอีกครั้ง

“อื้อ~”เรียวสุเกะเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง เส้นผมหยักศกที่ไม่ได้เซตระบายลู่ลงบนหมอนสีขาว ขาเรียวถูกจับแยกออกว้าง ยูโตะโถมร่างกายสูงใหญ่กว่าเข้าหาเรียวสุเกะที่อยู่ด้านล่าง อุ้งมือเล็กๆจิกทึ้งผ้าปูที่นอน แม้จะรู้สึกเจ็บแต่ก็รู้สึกดีในเวลาเดียวกัน

“อืมม..”เรียวสุเกะแหงนใบหน้าขึ้นหลับตาพริ้ม ปากหายใจหอบ ยูโตะจับแขนเขาให้วางบนหัวไหล่ก่อนจะโน้มกายลงมากระแทกกระทั้นแก่นกายแรงและเร็วมากยิ่งขึ้น มืออีกข้างก็จับแก่นกายของเรียวสุเกะรูดขึ้นลง น้ำสีขาวเปรอะไปทั่วมือของยูโตะ เรียวสุเกะตัวกระตุกเกร็งเมื่อปล่อยทุกหยาดหยดออกมา เขาไปถึงฝั่งฝันไวกว่าทุกๆครั้ง แต่ดูยูโตะจะยังไม่ถึงจุดนั้น ยูโตะก้มลงจูบเรียวสุเกะอย่างร้อนแรง และกระแทกสะโพกปอดเข้าหาถี่ยืบหลายต่อหลายครั้ง จนเรียวสุเกะแผดเสียงร้องออกมาแทบขาดใจ

“โอ้ยย! ยูโตะ..ฮะ..อื้อ.. อ๊ะ..”

“อา..ยามะจัง”ยูโตะกระตุกตัวปล่อยน้ำอสุจิเข้าไปในช่องทางด้านหลังของเรียวสุเกะ

ผมก้มลงจูบยามะจังอีกครั้ง แต่ดูท่าทางเค้าจะเหนื่อยมาก เค้าดันตัวผมออก และพยายามดันน้องชายของผมออกจากตัวของเค้าด้วยอีกต่างหาก

“เหนื่อยแล้วหรอ?”ยามะจังพยักหน้าตอบ ผมไม่รู้จะทำยังไง ก็ผมยังรู้สึกค้างอยู่เลยนี่นา..ขนาดผมไม่ได้นอนมาทั้งคืน ยังรู้สึกคึกขนาดนี้.. สงสัยผมคงเป็นคนที่คิดหื่นจริงๆแล้วล่ะมั้งเนี่ย

“เอาออกๆ”ยามะจังดันตัวผมออก ผมยอมถอนแก่นกายออกแต่โดยดี น้ำสีขาวข้นไหลพรวดออกมาจากช่องทางด้านหลังของยามะจัง เค้ารีบลุกขึ้นจากเตียงทันที กลัวจะไปเลอะเตียง แต่พอขาเหยียบพื้นขาก็อ่อนยวบลงไปแทบจะในทันที

“อย่าพึ่งลุกสิ”

“ยูโตะ!! บ้าที่สุด!!”

“ห๊ะ?”

“ไอ้นั่นของนายมันใหญ่เกินไปแล้วนะ>O<!!”ยามะจังโวยวายและยกกำปั้นขึ้นทุบอกผมอีกต่างหาก

“แต่ยามะจังก็ชอบไม่ใช่หรอ?”ผมดึงรั้งข้อมือยามะจังเอาไว้ เค้าหันหน้าหนีไปทางอื่น

“ไอ้นั่นมันชี้หน้าฉันอีกแล้วนะ!!”ยามะจังโวยวาย สงสัยคงอายกับคำพูดของตัวเองหูเลยแด๋แจ๋เลยฮ่าๆๆ

“ฮ่าๆๆๆ”ผมแกล้งเดินเข้าไปใกล้ๆยามะจัง เค้ากระเถิบตัวถอยหนี ตอนนี้เราสองคนตกอยู่ในสภาพที่ท่อนบนครบ แต่ท่อนล่างเปลือยทั้งคู่

“จะอาบน้ำแล้ว! มายืนเฝ้าหน้าห้องน้ำด้วย!”ยามะจังดึงข้อมือกลับคว้าผ้าเช็ดตัวแล้วเดินเข้าห้องน้ำไปแทบจะในทันที

ปึง!

เสียงประตูห้องน้ำดังก้องอยู่ในหัวสมองอันว่างเปล่าของผม..

ยามะจังนะ..เป็นแบบนี้ตลอดเลย=.=

ดีนะเนี่ยที่ผมยังไม่รู้สึกรุนแรงมากเท่าไหร่ ไม่งั้นผมคงต้องจัดการเจ้าตัวเล็กนั่นให้สยบคาเตียงแน่ๆ..

ผมกระโดดนอนบนเตียงอีกเตียงที่อยู่ใกล้ๆห้องน้ำ พอหัวถึงหมอน ร่างกายเหนื่อยล้าจากกิจกรรมออกกำลังกายในที่ร่ม บวกกับไม่ได้นอนพักผ่อนมาเลยทั้งวัน มันทำให้ผมรู้สึกง่วงขึ้นมาแทบจะในทันที...

“ยูโตะ!!”

“หา..”ผมตอบเสียงยานๆกลับไป

“ทำไมไม่มาเฝ้าฉันอาบน้ำเนี่ย เรียกก็ไม่ยอมตอบ ฉันกลัวแทบแย่เลยนะ!”ยามะจังที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเรียบร้อยกำลังเขย่าตัวผมอย่างบ้าคลั่ง

นี่ผมเผลอหลับไปหรอเนี่ย..

“ลุกไปอาบน้ำเลยไปๆ แล้วมานอนพักซะ”ยามะจังดึงแขนผมให้ลุกขึ้นจากเตียง

“ไม่เอาอ่ะ จะนอนเลย=.=”ผมรู้สึกง่วงและขี้เกียจมากเกินกว่าที่จะมาลุกขึ้นไปอาบน้ำ แต่ยามะจังไม่ยอมท่าเดียว

“ไม่ได้!! ไปอาบเดี๋ยวนี้เลยนะ! เช็ดตัวก็ได้! ดูซิ ตัวเต็มไปด้วยเหงื่อแบบนี้นอนไปได้ยังไงกันหา!?”เค้าโวยวายใส่ผมแล้วก็ลากผมเข้าไปนั่งปุ๊กอยู่ในห้องน้ำ

“อาบเลยนะ ห้ามหลับนะ!”

ปัง

ประตูห้องน้ำปิดลงเบาๆ ผมค่อยๆสลึมสลือถอดเสื้อพาดบนราวแล้วเปิดฝักบัวราดตัวแทนแช่ตัวในอ่างอาบน้ำ ผมเหลือบไปเห็นขวดสบู่เหลวสีชมพูของยามะจังวางอยู่ก็หยิบขึ้นมาใช้ทันที

ฟุดฟิดๆ (-..-)

กลิ่นแบบนี้นี่แหละ ใช่เลย! (+..+) กลิ่นตัวยามะจัง ฮ้า~^W^ ได้กลิ่นหอมๆแบบนี้แล้วรู้สึกเหมือนมีอารมณ์ขึ้นมาอีกรอบยังไงก็ไม่รู้ รีบๆอาบดีกว่า!

ผมเช็ดผ้าเช็ดตัวที่ยามะจังเตรียมเอาไว้ให้ แล้วก็เดินแก้ผ้าออกมาเปลี่ยนเสื้อผ้าข้างนอก ผมเห็นยามะจังกำลังยืนทำอะไรบางอย่างอยู่ตรงกระเป๋าของผม เค้าไม่รู้สึกตัวว่าผมเดินออกมาจากห้องน้ำแล้ว

“ทำอะไรน่ะ!”ผมแกล้งตะโกนใส่เค้า

“ว๊าก! ตกใจหมด!>O<”เค้าสะดุ้งตกใจจนเผลอปล่อยอะไรบางอย่างร่วงหล่นลงบนกระเป๋าเสื้อผ้าของผม

“นี่ยามะจัง...”

ผมก้มลงมองโทรศัพท์มือถือของตัวเองนอนแอ้งแม้งปลอดภัยอยู่ในกระเป๋าด้วยความรู้สึกงุนงง

“ขะ..ขอโทษ ฉะ..ฉันไม่ได้ตั้งจะแอบดูนะ คะ..คือ..ขอโทษ”ยามะจังก้มหน้ายอมรับผิดแต่โดยดี

ผมไม่ได้ตอบอะไรเค้ากลับไปและหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาวางบนโต๊ะเครื่องแป้งตามเดิม และหยิบกางเกงในตัวใหม่แล้วก็กางเกงจากกระเป๋าขึ้นมาใส่ ช่วงที่ผมกำลังใส่เสื้ออยู่นั้นยามะจังก็เข้ามากอดผม

“ยูโตะโกรธฉันหรอ ขอโทษนะ”

“คิดมากน่า..ฉันไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย”ผมตอบออกไปตามความรู้สึก คือผมก็ไม่รู้สึกอะไรหรอกนะถ้าเค้าอยากจะรู้ว่าผมคุยหรือติดต่อกับใครบ้าง เพราะผมเองก็เคยแอบดูโทรศัพท์ของเค้าด้วยเหมือนกัน

พออาบน้ำเสร็จร่างกายก็ปรับสภาพเป็นโหมดเตรียมพร้อมที่จะนอน ตอนนี้แม้จะเช้าก็จริง แต่ผมง่วงนอนมากจนทนไม่ไหวแล้ว ผมเผลอเดินไปปิดไฟโคมไฟบนหัวเตียง ทั่วทั้งห้องมืดลงเล็กน้อยเพราะมีแสงอาทิตย์ยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาด้านในห้อง ยามะจังเกาะแขนผมแน่น

“ไม่เอา ไม่ปิดไฟ กลัวๆ”ยามะจังเกาะตัวผมแน่น

ผมจำเป็นต้องเอื้อมมือกลับไปเปิดไฟเหมือนเดิม จะเอาอะไรก็เถอะ ตอนนี้ผมง่วงมากแล้วขอนอนพักสักงีบก่อนแล้วกัน หัวสมองเบลอไปหมดเลย..

Zzz...

 

“ฮืออ ยูโตะๆๆ ฮึก ยูโตะๆๆ”ผมค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆเพราะได้ยินเสียงยามะจังร้องไห้ เค้านอนหนุนแขนผมอยู่และกอดตัวผมแน่นแถมร้องไห้จนเสื้อผมเปียกชุ่มไปหมด

“ยูโตะตื่นสิๆ ฮือๆ ฉันกลัวว”ยามะจังร้องไห้เสียงดังมากกว่าเดิมและเขย่าแขนปลุกผมเบาๆด้วย

“เป็นอะไรหรอ”ผมงัวเงียถามเค้า ยามะจังเงยหน้ามองผม ตาแดงก่ำน้ำตาอาบสองแก้มใส

“ฮืออออ ยูโตะT^T”ยามะจังโถมตัวเข้ากอดผมอีกครั้งแล้วระเบิดร้องไห้ออกมา

“อะไรๆ ยามะจังเป็นอะไร? ร้องไห้ทำไม?”ผมงุนงงกับท่าทีของยามะจังแต่มือก็ลูบหัวปลอบโยนไปก่อนแล้ว

“มะ..มีคนจ้องมองอยู่ข้างหลังฉัน ..มะ..มีจริงๆนะ ผะ..ผีแน่ๆเลยยูโตะ ทำยังไงดี ฮืออ ยูโตะฉันกลัวอ่ะ ยูโตะฉันกลัวว ฮึก”ยามะจังพูดไปก็สะอึกสะอื้นไปจนผมฟังเกือบไม่รู้เรื่อง ดูท่าทางเค้าจะกลัวจริงๆเพราะตัวสั่นไปหมดเลย ผมยันตัวลุกขึ้นยามะจังก็เอาแต่กอดผมไม่ยอมปล่อย

“ไหนๆ”ผมมองไปยังประตู และรอบๆห้อง ซึ่งก็ไม่เห็นจะมีใครสักคนเลย

“ตระ..ตรงนั้น ตรงประ..ประตู ฮึกยูโตะ ฮือ”หลังจากที่ยามะจังชี้นิ้วอันสั่นระริกไปทางประตู แล้วก็เริ่มร้องไห้อย่างหนักอีกครั้ง

“ใจเย็นก่อนๆ แค่ฝันร้ายนะอย่าร้องๆ ฉันอยู่นี่แล้วไง ไม่เป็นไรๆ..”ผมลูบหลังปลอบยามะจังที่เอาแต่สะอื้นไห้จนไหล่สั่นเทา

“ยูโตะอยู่กับฉันนะ นะ..นะๆๆ”

“อื้มๆ อยู่ตรงนี้นี่ไงไม่ไปไหนหรอก”ผมกอดเค้าแน่นขึ้น ยามะจังเริ่มสงบลงบ้าง

“ยามะจังแค่ฝันร้ายน้า..ใจเย็นๆ”ผมลูบแขนเค้าเบาๆ

“ตะ..แต่ น่ากลัวจริงๆนะ”น้ำตาของยามะจังยังไม่หยุดไหล ผมปาดน้ำตาให้แล้วหยิกแก้มเค้าเบาๆ

“ขี้แยจริงๆเลยนะเราเนี่ย..”

“น่ากลัวจริงๆนะT^T ฮึก...อึ่ก..”ยามะจังสะอึกก้อนสะอึกดังอึ้ก ปลายจมูกโด่งแดงก่ำไม่ต่างจากดวงตา

ยามะจังมักจะฝันร้ายอยู่บ่อยๆ เวลาที่เรานอนด้วยกันหรือวันที่ยามะจังมาค้างที่บ้านผม ผมจะเป็นคนคอยปลอบให้เค้านอนหลับ แต่วันที่ยามะจังนอนฝันร้ายที่บ้านเค้าจะชอบโทรมาหาผมตอนกลางดึก และบอกให้ผมอยู่เป็นเพื่อนเค้าด้วย ในตอนนั้นผมรู้สึกง่วงมากก็จริง แต่ผมก็หลับไม่ลงถ้ายามะจังนอนฝันร้าย ทุกครั้งที่ยามะจังฝันร้ายผมก็จะเล่าเรื่องตลกๆให้ยามะจังฟังอยู่เสมอเพื่อให้เค้าสบายใจ และผลสุดท้ายเค้าก็จะผล็อบหลับคาโทรศัพท์ทั้งๆทื่ถือสายคุยกับผมอยู่ทุกครั้งไป แม้ว่าผมจะเหนื่อยมากแค่ไหน ผมก็อยากให้เค้ามีความสุข ยิ้มได้ แค่ผมได้มองเค้ามีความสุขผมก็รู้สึกดีมากแล้ว

ยามะจังที่หลายๆคนเห็น คนที่มากความสามารถ เต้นเก่ง ร้องเพลงเก่ง แสดงละครเก่ง และโดดเด่นในวงการบันเทิง แต่เวลาที่เค้าอยู่กับผม ในยามที่ผมเห็นเค้านอนหลับมันทำให้ผมอดคิดขึ้นมาไม่ได้ว่า เค้าก็เป็นเพียงแค่เด็กผู้ชายตัวเล็กๆธรรมดาๆคนนึงเท่านั้นเอง..

“ปะๆ นอนๆ”ผมชวนยามะจังนอน เค้าพยักหน้าและเอนตัวลงนอนตามอย่างว่าง่าย พอผมล้มตัวลงนอนปุ๊บเค้าก็สวมกอดผมแน่น ขนตาของเค้ายังเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตาอยู่เลย..

“ยูโตะ ฉันนอนไม่หลับ”ยามะจังพูดขึ้นมาเบาๆ ผมที่กำลังเคลิ้มหลับง่วงนอนจะแย่ก็เลยต้องยันตัวขึ้นมา

“เดี๋ยวฉันเล่าเรื่องตลกให้ฟังก็แล้วกัน..”พอผมเกริ่นพูดขึ้น เค้าช้อนตาขึ้นมองผมและยิ้มหวานให้ผมอย่างน่ารักน่าชัง

“ก่อนหน้าที่ยามะจังจะรู้ถึงความรู้สึกของฉัน นายชอบโทรมาหาฉันตอนดึกๆ แล้วบอกฉันว่า ‘นอนไม่หลับ..ฝันร้าย คุยเป็นเพื่อนหน่อย’ ทั้งๆที่ฉันก็หลับไปแล้วแต่ก็ยังต้องตื่นขึ้นมาชวนนายนั่งคุย เล่าเรื่องนู่นนี่ให้ฟังเป็นประจำ”

“...”

“แต่สุดท้าย ฉันก็รู้สึกเหมือนพูดคนเดียวเพราะยามะจังจะหลับคาโทรศัพท์ตลอดเวลาเลย.. แล้วพอรุ่งขึ้นนายก็จะทำเป็นเหมือนไม่ได้โทรหาฉันเลย..อืม..ตลกดีเนาะ สุดท้ายก็กลายเป็นว่าฉันนี่แหละที่นอนไม่หลับ บางทีนายชอบโทรมาหาฉันดึกมาก แล้วฉันก็ง่วงมากจนเผลอโวยวายใส่นายไปว่า ‘นี่! นายรู้มั้ยว่านี่มันกี่โมงแล้ว!?’ แล้วฉันก็พึ่งมาคิดได้ตอนที่ได้ยินเสียงนายตอบกลับมาว่า ‘ขอโทษ..แต่ฉันไม่รู้จะโทรหาใครนี่’ ฉันรู้สึกหายง่วงเป็นปลิดทิ้งเลยนะ มันรู้สึกมีความสุขมากๆที่นายเห็นความสำคัญของฉัน”

ผมหลุบตาลงมองยามะจังที่นอนหลับหายใจสม่ำเสมอที่มุมปากยกยิ้มบางๆ..ครั้งนี้ก็เหมือนทุกครั้งสินะ ที่ยามะจังหลับเพราะเสียงของผม..

ในจุดยืนที่ยามะจังยืนอยู่ในตอนนี้..เค้าเป็นคนเดียวที่เจิดจรัสมากที่สุดในจั้มพ์.. และผมเป็นคนเดียวที่เข้าใจและรับรู้ได้ถึงความพยายามมาตลอดหลายปีของยามะจังมากที่สุด..

ผมเข้าใจเค้ามากที่สุด จนบางทีเราสองคนไม่ต้องพูดกันก็สามารถสื่อสารกันได้โดยสายตา..

เพราะฉะนั้นแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตก็ตาม.. ผมก็จะอยู่เคียงข้างเค้า ให้กำลังใจในแบบที่ผมเคยทำเสมอมา ยามะจังก็เปรียบเหมือนกับการค้นหางานอดิเรกของผม ยิ่งค้นหายิ่งรู้จักมันมากขึ้นเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งหลงรักและเห็นคุณค่าในตัวของมัน

ความสุขของยามะจัง...คือความสุขของผม

 

 

Next part keito please wait…


วีนัส : ชื่อตอนบ่งบอกมาก H มาจากエッチ(atshi) หรือแปลว่า เซ็กส์นั่นเอง ตรงตัว เป็นโค๊ตลับใหม่ที่เราจะใช้กัน ทุกๆคนคงรู้กันแล้วเนาะ H คนญี่ปุ่นชอบใช้กันเวลาจะพูดถึงเรื่องหรือฉากอย่างว่า เค้าจะใช้โค๊ตนี้วงเล็บไว้ข้างหลังหัวข้อเวลามีฉากอย่างว่าแทนนะจ้ะ^O^! เย้ เรตทีไรเป็นอันต้องจบด้วยความรู้สึกแบบนี้ทุกครั้งไปเลยจริงๆ (-.-) ตอนนี้ก็ล่อไป19หน้าเวิร์ดเต็มๆ พอมาแต่งนากายามะก็เลยจัดเต็ม ฮ่าๆ อันนี้ส่วนใหญ่ในส่วนที่ยูโตะพูดจะมาจากตัวยูโตะที่พูดจริงๆเลยด้วย พอดีเค้าอินจากการที่ไปนั่งดั้นด้นอ่านแมคเยอะมาก ก็เลยเอาความจริงมาใส่มากพอสมควรเลย คืออินมากเกินไปน่ะเอง ฮ่าๆ อย่างเช่นเรื่องใช้สายตาสื่อสารกันอันนี้เรื่องจริงเล้ย เรื่องกลับบ้านด้วยกันอันนี้คงรู้อยู่แล้วเนาะ หลายๆเรื่องเลยที่ใส่ลงไปทีละเล็กทีละน้อย

ตอนที่แล้วที่เค้าแต่งไปว่ายูโตะเลือดกำเดาไหล ตกใจมากเลยไปอ่านอีกแมคนึงฮิคารุบอกว่ายูโตะเลือดกำเดาไหลง่าย ฮ่าๆๆ

ไว้จะมาลงตอนใหม่ในเร็วๆนี้นะจ้า^O^ แต่งนากายามะแล้วหัวใจพองฟูอ่ะ อ๊ายยย♥ หนังลูกชายในอุดมคติ นากายามะเตรียมตัวเกาะคอมฯดูกัน ฮ่าๆๆ

 


 
 
^^^^
ของตอนที่แล้ว คลิปมันโดนลบไป ดูอันนี้เนาะเค้าอัพมาให้ใหม่แล้ว ฟังไปพร้อมๆกับอ่านก็ได้นะจ้า เนื้อเพลงจะมีความสำคัญกับเนื้อเรื่องเลย ถ้าอ่านไปเรื่อยๆแล้วจะเข้าใจเลยจ้า^^เค้าดีใจมากเลย ที่หลายๆคนบอกอินกับเนื้อหาเพลง(><) ขอบคุณที่บอกกันนะค้าเค้าดีใจมากเลย เนื้อเพลงนี้จะตรงกับความรู้สึกของริวทาโร่มากๆ พอเรื่องไปเรื่อยๆ เนื้อหาเพลงนี้จะมีตรกับนากายามะด้วยจ้า(ควบเลยเย้ เพลงเดียวคุ้ม อิอิ>.<)





 


 



 “ไปเดินเล่นกันมั้ย?”จู่ๆริวทาโร่ก็เอ่ยปากชวนยูริ ยูริแปลกใจกับท่าทีแปลกๆของริวทาโร่จนรู้สึกสับสนไปหมด

“ไม่เป็นไรหรอกนะ”ริวทาโร่จูง มือยูริเดินออกจากห้องพักทันที ยูริที่มีท่าทีอิดออดนิดหน่อยเพราะอยากจะนอนต่อแต่ก็ไม่อยากจะขัดใจจึงจำใจ ต้องเดินตามริวทาโร่ออกมาจากห้องพัก

“ว๊ากกกกกกก!! ทาคาคิคุง!! นายเป็นอะไรไปเนี่ยยย!!”เสียงเคย์โตะโวยวายดังออกมาจากห้องข้างๆที่ริวทาโร่กับยูริกำลังเดินผ่านมาพอดี

ปึง!

เคย์โตะผู้อ่อนแอวิ่งตื๋อออกมา จากห้องพัก ตามเนื้อตามตัวเต็มไปด้วยขนและปุยนุ่นที่ยัดหนอน เค้าวิ่งมาเกาะอยู่ข้างหลังผม ผมหรี่ตามองเข้าไปข้างในห้องที่ฟุ้งไปด้วยปุยนุ่น ทาคาคิกำลังฟาดหมอนลงบนเตียงอย่างบ้าคลั่งจนปุยยัดนุ่นแตกกระจายเต็มห้องไป หมด

หึ..

“ยูริ ลงไปเดินเล่นข้างล่างกันเถอะ^^”ผมยิ้มแล้วจูงมือยูริก่อนที่คนตัวเล็กจะชะเง้อหน้าเข้ามาดูเหตุการณ์ได้ทันท่วงที

“ริวทาโร่ นายจะไปไหนน่ะ อย่าพึ่งสิ!”เคย์โตะวิ่งตามผมมาติด

ไอ้หมอนี่จะตามมาทำไม เกะกะจริงๆ..

“เอามือนายออกไปจากแขนฉันเดี๋ยวนี้นะ -_-*”เคย์โตะกอดรัดแขนขวาผมเสียแน่นหนึบ

“งือ ริวทาโร่อย่ามองฉันด้วยสายตาแบบนี้สิT^T”เคย์โตะทำหน้าตาหวาดกลัวใส่ผมแล้วหันไปมองข้างหลังอีกรอบ ผมเหลียวมองยูริที่ยืนอยู่ข้างๆ เค้าชะเง้อมองตามเคย์โตะเล็กน้อย

“ลงข้างล่างกันเถอะ” ผมกดลิฟท์ค้างเอาไว้ แปปเดียวลิฟต์ก็มาหยุดที่ชั้นที่ผมยืนรออยู่ ผมจูงยูริเดินเข้ามาในลิฟต์ ช่วงระหว่างที่ลิฟท์กำลังลงไปชั้นล่าง ผมกับยูริไม่ได้พูดอะไรกัน มีเพียงความเงียบปกคลุมเราทั้งสองคน..

เมื่อลงมาถึงชั้นล่าง ลมเย็นพัดกลิ่นอายความสดชื่นในยามเช้าเข้ามาเต็มที่ครั้นเมื่อริวทาโร่และยู ริก้าวเท้าออกจากนอกตัวโรงแรม ด้านนอกในยามเช้านั้นสวยงามต่างจากตอนกลางคืน ต้นไม้สูงใหญ่ปลูกขึ้นเรียงรายเป็นระเบียบเรียบร้อย กลิ่นหยาดน้ำค้างและกลิ่นดอกไม้บานส่งกลิ่นอบอวนไปทั่วอณาบริเวณ

ผมยืนนิ่งอยู่หน้าต้นไม้ใหญ่ต้น นึง ยูริปล่อยมือออกจากมือผมและเดินลงไปนั่งที่ม้านั่งที่ทำจากไม้และแหงนหน้า ขึ้นมองต้นไม้ต้นใหญ่โดยไม่พูดอะไรออกมา ผมนั่งลงข้างๆยูริและเงยหน้ามองต้นไม้ตามเค้าบ้าง

อากาศเย็นสดชื่นในตอนเช้ามันทำ ให้เขารู้สึกดีตามไปด้วย ริวทาโร่สูดอากาศเข้าปอดฟอดใหญ่ๆปลดปล่อยความวุ่นวายในหัวออกไปพร้อมๆกับลม หายใจออก

“ยูริ..”

“ฮื่อ?”ยูริทำเสียงขึ้นจมูกขานรับ

“รู้จักเรื่อง ‘อยากกู่บอกรักให้ก้องโลกมั้ย’”ริวทาโร่ถามขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ

“หืม? เหมือนเคยได้ยินชื่อผ่านๆหูเลยนะ ฉันไม่ค่อยได้ดูหนังริวจังก็รู้ดีนี่นา ขนาดเรื่องอีทีฉันยังไม่เคยดูเลย”ยูริหัวเราะเบาๆหลังจากพูดจบ ริวทาโร่ยิ้มบางๆและพูดขึ้นมาว่า

“มันเป็นเรื่องราวความงดงามของ ความรักของชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่ง ที่หญิงสาวได้ตายจากไป แล้วชายหนุ่มถูกทิ้งไว้บนโลกด้วยความรู้สึกที่เศร้าสร้อย เขาไม่เคยเข้าใจและรับรู้ถึงความเจ็บปวดนั้น ถ้าไม่ได้ไปสัมผัสความรู้สึกนั้นด้วยตัวของเขาเอง ฉันชอบคำพูดในเรื่องนี้อยู่อย่างนึงนะ...”ริวทาโร่เงียบไป ยูริเอียงคอฉงนสงสัยในสิ่งที่ริวทาโร่กำลังเล่าอยู่

“‘พระเจ้าส่งให้เรามาพบกัน แต่ไม่ได้ส่งให้เรามาเป็นคู่ครองกัน’ น่ะ”

“ฟังดูเศร้าจังเลยนะ”ยูริทำหน้าแปลกๆ และไม่ยอมพูดอะไรออกมาแม้ว่าเค้าจะสงสัยว่าทำไมจู่ๆริวทาโร่ถึงเล่าเรื่องแบบนี้ขึ้นมาก็ตาม

“สำหรับยูริแล้ว ยูริคิดว่าความรักคืออะไรหรอ?”ริวทาโร่ถามยูริขึ้นมา

                “เค้าหรอ?”ยูริมีท่าทีที่อึกอัก เหมือนจะพูดอะไรสักอย่างหรือไม่ก็กำลังคิดอะไรสักอย่างอยู่

                “ความ รักมันเป็นสิ่งที่ดีนะ..เค้าคิดว่าทุกๆอย่างมันเรียกว่าความรักได้หมดเลยนะ มันเป็นความรู้สึกดีๆที่มอบให้กัน มันขึ้นอยู่ที่ใจเราว่าจะทำให้มันเป็นไปตามที่เราต้องการหรือเปล่า แต่บางทีมันก็ทำให้ทุกข์ใจมากด้วยเหมือนกัน... เค้าไม่รู้หรอกนะว่าคนอื่นคิดยังไง แต่ในความคิดเค้า เค้าคิดว่าความรักมันเป็นสิ่งที่ดี ถ้าตัวเราคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดีน่ะ..”ริวทาโร่มองท่วงท่าการพูดของยูริ อย่างเพลิดเพลิน ขนตาเป็นแพงอนหนากระพริบปริบๆเหมือนคนอื่นๆ แต่ไม่รู้ทำไมทุกครั้งที่ยูริกระพริบตา ขนตาดกดำเป็นแพงอนหน้านั้นถึงช่างมีเสน่ห์เหลือเกิน

                ยู ริเป็นคนนิสัยแปลกๆ ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงจะคิดแบบนั้น เค้าชอบทำอะไรไม่เหมือนใคร และไม่อยากจะเหมือนใครด้วย ช่วงที่หลายๆคนรู้ว่าผมคบกับยูริ ทุกคนยังประหลาดใจแล้วคิดว่าผมแกล้งพูดเล่นอยู่เลย คงเพราะภายนอกเราสองคนดูจะเข้ากันไม่ได้เลยมั้ง ยิ่งยูริเป็นคนที่มีนิสัยทำอะไรตามใจตัวเองแล้วชอบให้ใครมาเอาใจ แล้วผมเป็นคนที่ไม่ชอบง้อคน แล้วก็ไม่ชอบให้ใครมาเอาแต่ใจใส่ผมด้วยล่ะมั้งเลยถูกทุกๆคนมองแบบนั้น

                ตอนนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมถึงยอมยูริหมดทุกอย่าง (-.-)

                “นี่~ ริวจัง ชอบเวลาที่หิมะตกมั้ย?”จู่ๆยูริก็ถามผมขึ้นมา

                “หิมะ ตกหรอ? ชอบสิ แต่ก่อนตอนเด็กๆฉันมักจะไปเยี่ยมญาติที่ฮอกไกโด แล้วที่บ้านญาติฉันในช่วงหน้าหนาว หิมะจะตกเยอะมากๆเลย ฉันก็จะไปปั้นตุ๊กตาหิมะเล่นกันกับชินทาโร่แล้วก็น้องสาวล่ะ”

                “โหว~ ดีจังเลย~ ตอนที่ฉันไปนั่งเล่นที่บ้านของริวจังทีไร ฉันไม่ค่อยได้เจอน้องสาวริวจังเลยอ่ะ”

                “นั่นสินะ~ แต่ว่ายูริไม่ค่อยมานั่งเล่นบ้านฉันเท่าไหร่เลยนี่ ยูริไปบ้านยามะจังบ่อยกว่าอีกนะ”ริวทาโร่อดไม่ได้ที่จะทำน้ำเสียงเหน็บแนม ใส่ยูริ แต่ดูเหมือนว่ายูริจะไม่ทันได้สนใจ หรือพูดให้ถูกก็คือทำเป็นไม่สนใจน่าจะถูกกว่า

                “ก็บ้านยามะจังสะอาดนี่ กลิ่นก็หอม แถมมีอาหารอร่อยๆให้กินตลอดเวลาเลยด้วย~^-^”

                ยิ้มมีความสุขแบบนี้หมายความว่าไงวะ =_=

                “อ๋อ ก็ไม่แปลกหรอกสำอางขนาดนั้นอ่ะ วันๆฉันไม่เห็นจะคุยอะไรนอกจากเรื่องเกาหลี,ของกิน แล้วก็เครื่องประทินโฉมน่ะ”ริวทาโร่เผลอใส่ความคิดเห็นเชิงลบของตัวเองลงไป ในประโยคมากเกินกว่าเหตุ แต่ยูริผู้คิดในแง่บวกเสมอก็ยังคงยิ้มกว้างแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เหมือนจะ มีหัวใจต่อท้ายอยู่ตลอดเวลาว่า

                “ก็ยามะจังเค้ารักตัวเองนี่ ทำแบบนั้นก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนเลย แถมยามะจังก็ยังแทคแคร์ดูแลฉันเป็นอย่างดีด้วย♥”ท้ายเสียงยูริคล้ายจะประชดริวทาโร่อยู่กลายๆ

                “ก็ถ้ายูริมานอนที่ห้องฉัน ฉันก็จะดูแลยูริดีเหมือนกันแหละน่า”ริวทาโร่เถียงออกไปอย่างข้างๆคูๆ อย่างนิสัยคนไม่ชอบยอมแพ้อะไรง่ายๆ

ยูริมองหน้าริวทาโร่เงียบๆ ริวทาโร่ไม่รู้อีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ ยูริเบือนหน้าหนีหันไปมองอย่างอื่นและไม่ยอมพูดอะไรออกมา จนริวทาโร่คิดว่ายูริอาจจะโกรธเขาแล้วก็ได้

“ทำไมริวจังถึงชอบฉันหรอ?”จู่ๆยูริก็ยิงคำถามที่คนได้ยินถึงกับสะดุ้ง

“เอ๊ะ..อ่ะ..อ่อ ก..ก็นาย..นะ..น่ารักไง”ริวทาโร่ตอบตะกุกตะกักกลับไป นิสัยที่ตื่นเต้นแล้วจะพูดจาติดๆขัดๆของเขาไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ แก้ไม่เคยหายสักที

“เรื่องนั้นรู้อยู่แล้ว”ยูริตอบ ด้วยสีหน้าเฉยเมย และเย็นยะเยือก ถ้าคนที่ไม่มีความอดทนหรือเคยชินกับนิสัยตรงนี้ของยูริอาจจะรู้สึกเหมือนมี มีดทิ่มลงตรงกลางใจเลยก็เป็นได้(-.-)

ริวทาโร่พึ่งนึกขึ้นมาได้ว่า คำถามนี้เค้าไม่เคยตอบมาก่อน และยูริเองก็ไม่เคยถามเค้าเลยเหมือนกัน

“ก็...มันตอบยากนี่นา”

“แค่จะตอบว่าชอบตรงไหนแค่นี้ก็ยังลังเลหรอ?”จู่ๆยูริก็มีท่าทีแปลกๆขึ้นมา

“ไม่ใช่อย่างนั้น..คือมันก็พูดยาก...”ยังไม่ทันที่ริวทาโร่จะพูดต่อยูริก็สวนขึ้นมาทันทีว่า

“ริวจังแค่ชอบไม่ได้รักเค้าใช่มั้ยล่ะ..”

“เฮ้ย! อย่าคิดเองเออเองสิ ฉันยังไม่ได้ตอบอะไรเลยนะ”ริวทาโร่ดึงรั้งยูริที่ทำท่าจะลุกขึ้นเอาไว้

“ก็เพราะริวจังเป็นแบบนี้ไง! ฉันถึงได้ไปจูบ..”

“จูบ?”

“ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ!”ยูริดึงแขนตัวเองออกจากมือของริวทาโร่ แต่ริวทาโร่ยั้งมือเอาไว้

“หมายความว่าไง อธิบายมาเดี๋ยวนี้เลย..”เสียงของริวทาโร่กดลงต่ำ ใบหน้าเรียวมนบึ้งตึง

“...”ยูริตกใจเมื่อเห็นสีหน้าบึ้งตึงของริวทาโร่ มันเป็นใบหน้าที่เค้าไม่ชอบเอาซะเลย มองทีไรเป็นอันต้องรู้สึกแย่ไปเสียทุกครั้ง

“ตอบมา..”ริวทาโร่บีบข้อมือของ ยูริแรงขึ้น ไม่ว่าร่างเล็กใบหน้าเหยเกเต็มไปด้วยความเจ็บปวดสักเท่าไรริวทาโร่ก็ไม่ยอม ปล่อยมือของตัวเองง่ายๆ

“นี่! มันเจ็บนะ!!”ยู ริพยายามแกะมือของริวทาโร่ออก มืออันแข็งแรงของริวทาโร่บีบแน่นราวกับคีมเหล็ก เพราะริวทาโร่เป็นถึงนักเทควันโดสายดำ นี่คงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ริวทาโร่แรงเยอะมากขนาดนี้

“ตอบมา..”ริวทาโร่กดเสียงต่ำลงมากกว่าเดิมจนแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ เวลาที่ริวทาโร่โกรธ เขาจะพูดจาห้วนสั้น และทำตัวน่ากลัวมาก

“ปล่อยมือก่อนสิ! นี่! มันเจ็บจริงๆนะ!”ยูริรู้สึกชาแขนไปหมด

“ถ้ายูริตอบ...ฉันจะปล่อย”ริวทาโร่กดสายตาลงต่ำ ทอดมองร่างเล็กกว่า

“เมื่อคืนนี้เค้าไปจูบยามะจังมา พอใจหรือยัง!!”ยู ริระเบิดอารมณ์ออกมาผ่านเสียงที่ตะโกนดังลั่น ริวทาโร่ตกใจกับสิ่งที่ได้ยินจนเผลอปล่อยมือออกจากแขนของยูริ ร่างเล็กทรุดนั่งลงกับเก้าอี้หอบหายใจรวยริน

“นายบ้าไปแล้วหรอ..”ริวทาโร่หันมาถามยูริ ยูริก้มหน้านิ่ง

“ริวจังไม่มาเป็นเค้าริวจังก็ไม่เข้าใจความรู้สึกของเค้าหรอกนะ”ยูริกำปลายชายเสื้อแน่น

“แล้วทำไมถึงทำแบบนั้นกับยามะจังล่ะ..”ริวทาโร่รู้สึกสงบลงและถามยูริกลับไปอย่างใจเย็น

“ก็..เค้ารู้สึกผูกพันกับยามะ จัง ริวจังก็รู้ว่าเค้าเจอยามะจังเกือบทุกวัน ทั้งที่โรงเรียนแล้วก็ที่ทำงาน แล้วยามะจังก็ใจดีกับเค้ามาก เค้าก็เลยอยากลองดูว่าถ้าจูบยามะจังไปแล้วจะรู้สึกยังไงก็เท่านั้นเอง”

“แล้วทำไมไม่เล่าให้ฟังตั้งแต่แรกล่ะ..แล้วเป็นไงล่ะ”ริวทาโร่นั่งลงข้างๆยูริ ท่าทีของเขาดูโล่งใจ

“ก็..ปากของยามะจังนิ่มๆ..ตะ...แต่ว่า! เค้าต้องโดนยามะจังโกรธแน่ๆเลยทำยังไงดี”จู่ๆยูริก็ปรับเปลี่ยนอารมณ์ กะทันหัน ร่างเล็กเขย่าร่างสูงอย่างกังวลใจ และริวทาโร่ก็ทึกทักเอาเองว่าที่ยูริมีท่าทีที่ไม่สบายใจ อาจจะเป็นเรื่องนี้ก็ได้ ปรกติแล้วเขาไม่ใช่คนที่มองโลกในแง่ดีสักเท่าไหร่ แต่นี่เป็นเรื่องแรกที่เขาอยากจะมองในแง่ดีว่า ยูริกำลังกังวลใจเรื่องยามะจัง และจริงๆแล้วยูรินั้นไม่ให้ความสำคัญกับทาคาคิเลยแม้แต่สักนิด

ผมไม่ได้ถามต่อว่าทำไมยูริถึงไป จูบยามะจัง ผมคิดว่าสิ่งที่ยูริพูดออกมาก็มากพอที่จะทำให้ผมเข้าใจแล้ว.. เพราะผมเองก็เคยรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน แม้จะแค่ชั่วแว้บนึงก็ตาม ไม่รู้ทำไม แต่ผมรู้สึกว่ายามะจังเป็นคนที่มีเสน่ห์ คืออยู่ด้วยแล้วจะรู้สึกดี แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่หรอก ถ้ายามะจังให้ความสำคัญจนเว่อร์กับเมมเบอร์สักคนที่ไม่ใช่ยูโตะ เพราะคนๆนั้นจะถูกยูโตะอาฆาตแค้น อาทิเช่น ไดจังเป็นต้น ผมคิดว่าไดจังกำลังถูกยูโตะหมายหัวขึ้นบัญชีดำอยู่ล่ะ

“ถ้ายูริไม่ได้คิดอะไร ยูริก็ไปขอโทษยามะจังสิ หมอนั่นคงไม่ว่าอะไรหรอกมั้ง ไม่ใช่จูบแรกสักหน่อย”

“ไม่หรอกริวจัง ยามะจังเป็นคนคิดมากนะ เค้าว่ายามะจังต้องคิดมากเรื่องที่เค้าทำแบบนั้นลงไปแน่ๆ แล้วอีกอย่างตอนนั้นยามะจังก็เป็นไข้อยู่ด้วย...”

“อ้าว ยามะจังไม่สบายหรอ? รู้ทั้งรู้ว่าหมอนั่นมันเป็นคนคิดมากแล้วไปทำแบบนั้นทำไมล่ะ?”ผมย้อนถามกลับ อย่างตรงไปตรงมา ยูริถอนหายใจเฮือกใหญ่ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ยูโตะเดินมาทางนี้พอดี

“อ้าว อยู่นี่นี่เอง ชี่จัง ฉันมีอะไรจะถามหน่อยน่ะ”ยูโตะเดินตรงดิ่งมาหาผมและยูริที่นั่งอยู่ตรง เก้าอี้ในสวนขนาดย่อมๆ ยูโตะสูงกว่าผมมาก เค้าสวมเสื้อวอร์มทับเสื้อยืดคอกลมสีขาวและสวมกางเกงผ้ายืดสีเทาสามส่วน

“อะไรหรอ?”เสียงของยูริประหม่าอย่างเห็นได้ชัด ยูโตะมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเราสองคน

“เรื่องของยามะจังน่ะ..หมายความ ว่าไงหรอ? ฉันคิดว่านายคงรู้ใช่มั้ยว่าฉันกำลังหมายถึงเรื่องอะไรน่ะ”ยูโตะเขยิบตัว เข้ามาใกล้ และแทรกนั่งตรงกลางระหว่างผมและยูริ (^-^) ~(*-*)~ (-_-)

“รู้สิ”ยูริตอบกลับสั้นๆ

“งั้นก็ตอบมาสิว่าทำไม?”

“ยูโตะ!”เสียงยามะจังดังขึ้น ผมเห็นร่างเล็กๆตัวสั้นๆวิ่งมาทางนี้ ยามะจังผิวขาวมากจนผมรู้สึกเหมือนผิวของเค้าจะเรืองแสงได้ ยามะจังเลี่ยงที่จะสบตากับยูริ เค้าเอาแต่จ้องหน้ายูโตะ

“ยามะจังถามชี่จังสิว่าทำไม”ยู โตะดึงแขนยามะจังมานั่งบนตัก ผมได้กลิ่นหอมอ่อนๆจากตัวยามะจัง มันเป็นกลิ่นตัวที่มีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก ผมไม่รู้ว่ามันคือกลิ่นอะไรแต่มันไม่ใช่น้ำหอมแน่ๆ

ผมมองทั้งยูริและยามะจังที่เอาแต่นั่งเงียบ และในที่สุดยูริก็ตัดสินใจพูดขึ้นมาว่า

“ยามะจังฉันขอโทษนะT^T! ขอโทษจริงๆ ตอนนั้นฉันแค่อยากลองว่าถ้าจูบยามะจังไปความรู้สึกมันจะต่างกับที่จูบกับริวทาโร่มั้ยเท่านั้นเอง!! ขอโทษนะT^T!!”ยูริประกบฝ่ามือทั้งสองข้างเข้าหากัน ไหว้ปลกๆ

“หา? นี่นายเห็นฉันเป็นของเล่นงั้นหรอ!?”จู่ๆ ยามะจังก็โวยวายขึ้นมา ยูริรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้กระเถิบตัวออกห่าง ยามะจังลุกขึ้นจากตักของยูโตะตรงดิ่งไปหายูริที่ก้าวถอยหลังทีละนิด

“นี่นายจะเล่นอะไรก็รู้จักมีขอบเขตกันหน่อยดิ! นี่มันชักจะมากเกินไปแล้วนะ!”ยามะจังตรงเข้าไปจู่โจมใส่ยูริแต่ยูโตะวิ่งไปขวางเอาไว้

“เอาน่าๆสองสาวอย่าทะเลาะกันเลยๆ ^-^”

“ใครสาววะ!? พูดงี้อยากโดนต่อยสักโครมมั้ย!?”ยา มะจังทำตาเหลือกอย่างโมโหใส่ยูโตะ และถ้าพูดอย่างเดียวก็ดูจะไม่สมกับเป็นยามะจัง เค้าถกแขนเสื้อขึ้นมาข้างนึง โชว์กล้ามเป็นมัดๆประกอบด้วยอีกต่างหาก=_=;;

“ยามะจัง อย่าโกรธฉันเลยนะ ฉันขอโทษจริงๆ ต่อไปจะไม่ทำอะไรแบบนี้อีกแล้วจริงๆนะToT”ยูริเดินเข้ามาใกล้ยามะจังอย่างกล้าๆกลัวๆ ยามะจังหันขวับมาหายูริแทบจะทันที

“นายก็อีกคน!!”

“เรียวชูเกะง่า>3<”ยูริเรียกชื่อจริงยามะจังด้วยน้ำเสียงที่แอ๊บแบ๊ว จนผมรู้สึกอิจฉายามะจังขึ้นมา

“อย่าเรียกชื่อฉันแบบนั้นนะ!!”ยามะจังโวยวายเสียงดังลั่น

“ยามะจังจะตะโกนทำไม เดี๋ยวคนอื่นก็ตกใจกันทั้งโรงแรมกันหมดหรอก”ยูโตะพูดขึ้นและหันไปมองรอบ ตัวอย่างหวาดระแวง แต่ดูเหมือนยามะจังจะไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

“เออ! รู้ก็ดี แล้วจะทำไม!?”ยามะจังตะโกนเสียงดังมากขึ้นกว่าเก่า จนผมรู้สึกว่าเสียงของเค้าคล้ายเป็ดเข้าไปทุกทีๆ

“ยามะจัง อย่าโกรธฉันเลยน้าT3T”ยู ริเห็นท่าทีของยามะจังแล้วก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองควรจะทำอะไรสักอย่าง จากที่ผมสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ ผมคิดว่านี่คงจะเป็นอีกหนึ่งวิธีของยูริที่จะทำให้ยามะจังอารมณ์เย็นลงก็ เป็นได้

ยูโตะตรงเข้าไปหิ้วปีกยามะจัง แต่จับผิดจังหวะไปหน่อยเลยโดนยามะจังฟันศอกเข้าไปที่จมูกพอดิบพอดี ยูโตะล้มลงไปนอนแผ่พังผืดอยู่บนพื้น

“โอ้ยยย!”ยูโตะคู้ตัวงอเป็นกุ้ง อยู่บนพื้น ยามะจังรีบก้มลงมาดูยูโตะทันที ผมเดินเข้าไปใกล้ๆ เลือดกำเดายูโตะไหลมาเป็นทางจนเปรอะเสื้อยืดสีขาวเต็มไปหมด

“ยูโตะเป็นอะไรหรือเปล่า?”ยามะจังเขย่าตัวยูโตะ และการกระทำของเค้านั้นยิ่งทำให้เลือดของยูโตะไหล่กระฉูดมากกว่าเก่า

“พาไปข้างในแล้วใช้น้ำแข็งประคบ สิ”ยูริเสนอ และยามะจังก็พยุงยูโตะที่ยกมือสองข้างขึ้นกุมจมูกลากเข้าไปข้างในโรงแรม ผมรีบเดินตามไปติดๆ ยูโตะนอนราบอยู่บนโซฟาขนาดใหญ่ที่ล็อบบี้ด้านล่างของโรงแรม ยามะจังวิ่งไปตรงซุ้มประชาสัมพันธ์และกลับมาอีกครั้งพร้อมกับถุงผ้าที่ใส่ น้ำแข็งก้อนไว้เต็ม

ตอนนี้จมูกของยูโตะเปลี่ยนเป็น สีแดงแจ๋ จนผมรู้สึกเหมือนมีใครเอาไส้กรอกอเมริกันไปวางอยู่ตรงกลางหน้าเค้า ยามะจังวิ่งมาหายูโตะปุ๊บก็รีบตะปบวางผ้าห่อน้ำแข็งตรงบริเวณเหนือหน้าผาก ของยูโตะ ที่ผมรู้สึกแบบนั้นเพราะยูโตะสะดุ้งตกใจที่ยามะจังวางผ้าแรงขนาดนั้น ผมเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน =_=

“หายยัง?”ยามะจังชะโงกหน้ามองยูโตะที่ยังคงนอนหลับตาอยู่

“เลือดยังไม่แข็งตัวหรอกยามะจัง”ยูริยื่นหน้ามาตอบข้างๆยามะจัง ยามะจังหันขวับไปจิกตามองยูริ

“ฉันยังไม่เคลียร์เรื่องนายเลยนะ!”

“เอ๊ะ นึกว่าลืมไปแล้วอ่าT^T”ยูริทำหน้าสลดและรีบถอยกรูดมาทางผมแต่ยามะจังกระชากเสื้อเอาไว้ได้ทัน

“จะไปไหน(-_-メ)”ยามะจังดึงตัวยูริเข้ามาใกล้ด้วยแรงมหาศาล จนยูริเซแทดๆนั่งลงข้างๆตัวอย่างว่าง่าย

“ใจเย็นๆก่อนน้ายามะจัง(*T▽T*)”ยูริทำเป็นนวดตามเนื้อตามตัวยามะจังอย่างเอาอกเอาใจ

“ฮะๆๆ”ผมหลุดหัวเราะออกมา

ผมไม่เคยเห็นยูริในมุมแบบนี้มา ก่อน เพราะไม่ว่าอะไรเค้าจะทำโดยคิดหน้าคิดหลังเอาไว้ก่อนเสมอ และจะไม่ขอโทษหรือก้มหัวให้ใครง่ายๆถ้าตัวเองไม่ได้ผิด แล้วอย่าหวังเลยว่าถ้าไม่ใช่คนที่อยู่ในสายตาเค้าไม่มีทางที่เค้าจะสนใจแน่ๆ และที่สำคัญก็คือแม้ยูริจะเป็นคนที่มีนิสัยที่ขี้อ้อน แต่เค้าก็ปากร้ายมาก

“หัวเราะไรวะ-_-++”ยามะจังส่งจิตสังหารทิ่มแทงมายังผม แต่ผมไม่รู้สึกรู้สากับสายตานั้น

“ยูริก็ขอโทษแล้ว ฉันคิดว่ายูริเองก็คงไม่พิสมัยริมฝีปากของนายเท่าไหร่หรอกนะ ยา มา ดะ คุง”ผมแกล้งหยอกยามะจังเล่น เค้าอ้าปากหวอก่อนที่จะเม้มปากแน่น

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะ! ริวจังอย่ามาว่ายามะจังของเค้านะ!>O<!!”ได้ทียูริก็โวยวายใส่ผม

“ฉันเป็นของนายตั้งแต่เมื่อไหร่วะ?”ยามะจังหันมาทำหน้าฉุนใส่ยูริที่ทำหน้าไม่รู้สึกรู้สา

“ช่ายๆ”ยูโตะที่นอนเงียบอยู่นานได้โอกาสเสียบพูดขึ้นมาทันที

จู่ๆยามะจังก็ลุกขึ้นยืนเดิน เข้ามานั่งใกล้ผม และเขยิบหน้าเข้ามาใกล้มากจนผมต้องร่นตัวถอยหนี ใบหน้าขาวใสแก้มอมชมพูระเรื่อ ดวงตาระยิบระยับกลมโตมองผมอย่างเจ้าเล่ห์

“นายนี่ยังไม่โตเลยนะริวทาโร่^3^”พูดจบก็ลุกขึ้นเดินออกไป

“ฮิๆ^-^”ผมได้ยินเสียงหัวเราะแหลมๆของยูริดังขึ้นมาแว่วๆ พอผมหันไปมองเค้าก็ทำเป็นเงียบแล้วอมยิ้มหันไปมองทางอื่น

หนอยแน่..คำนึงก็ไม่โต สองคำก็ไม่โต.. พูดอยู่นั่นแหละน่าเบื่อจริงๆ!

ยามะจังนั่งหันหลังให้ผม ขนาดตัวเล็กจิ๋วของเค้ามันทำให้ผมรู้สึกว่าเค้าน่าทนุถนอมขึ้นมา..

ถ้าผมได้ใกล้ชิดกับยามะจัง และเค้าไม่กวนประสาทผมตั้งแต่เริ่มต้นที่รู้จักกัน ผมอาจจะรู้สึกเหมือนกันกับยูโตะก็ได้ เค้าชอบพูดว่าผมยังเป็นเด็กยังไม่โตอยู่เสมอๆ แต่ส่วนสูงของผมก็สูงมากกว่าเค้าหลายเท่า พอมายืนใกล้กันทีไรเค้าก็จะชอบหงุดหงิดและไล่ให้ผมไปยืนทางอื่น และแน่นอนว่ายูโตะเองก็พลอยซวยโดนหางเลขไปด้วยเหมือนกัน

บางทีผมเห็นเค้าพยายามทำตัวแมน ทำตัวเท่ห์หลายๆครั้งแล้วก็รู้สึกตลกขึ้นมาเหมือนกัน แฟนๆมองว่าเค้าดูเท่ห์ หล่อ เซ๊กซี่ แต่ในแง่มุมผม ถ้ามาเห็นช่วงที่ยามะจังอยู่กับยูโตะแล้วทุกๆคนจะเข้าใจเลยว่าทำไมผมถึงมี มุมมองที่แตกต่างออกไป แม้ว่าผมจะไม่ค่อยชอบยามะจัง แต่เค้าก็เป็นผู้ชายที่หน้าตาสวยคนนึงเลย

“โอเคมั้ย?”ผมมองยามะจังที่เอ่ย ถามยูโตะอย่างเป็นห่วงเป็นใย ยูโตะสูดลมหายใจเข้าปอดดังฟื้ด และส่ายหน้าบอกไม่เป็นไรแล้ว ยามะจังก็ยิ้มกว้างก่อนจะหันมาทำหน้าไม่สบอารมณ์ใส่ยูริ

“นี่ จิเนน ฉันน่ะไม่ชอบจริงๆเลยนะ นายรู้มั้ยว่านายทำให้ฉันรู้สึกแย่มากแค่ไหนน่ะ”ยามะจังพูดด้วยน้ำเสียงที่ เอาจริงเอาจังกว่าตอนแรกมาก ยูริก้มหน้าไม่ยอมพูดอะไรออกมา ผมเห็นยูโตะสะกิดเตือนยามะจัง แต่ยามะจังก็ไม่สนใจ

“ถ้านายไม่มั่นคงในความรู้สึก ของตัวเอง ทำไมนายไม่ลองพูดความรู้สึกในใจของตัวเองให้คนที่นายไว้ใจฟังล่ะ อย่างริวทาโร่ ฉันเชื่อว่าเค้าพร้อมจะฟังนายเสมอนะ ครั้งนี้ฉันจะถือว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วกันนะ แต่อย่าทำแบบนี้อีกเลยนะ”

“อื้ม เข้าใจแล้ว”เสียงของยูริสั่นอย่างบอกไม่ถูก ยามะจังยิ้มและเดินเข้าไปกอดยูริที่ตัวเล็กกว่านิดหน่อยเบาๆ ยูริกอดยามะจังตอบเบาๆ พอยามะจังปล่อยอ้อมแขนออก ยูริก็หอมแก้มยามะจังทันที

ฟอด (^3(O.O)

“งั้นฉันหอมแก้มยามะจังแทนน้า^-^ ฮ้า~ นิ่มจังเล้ยย=3= ชื่นใจจัง(^O^)”

“นี่.นะ..นาย! (゚.゚*)”ยามะจังตาโตอ้าปากเหวอทำอะไรไม่ถูก

“Σ( ° △ °|||)︴”หน้ายูโตะ

ยูริกระโดดมาหาผมมากกว่าเดินเข้ามาหา เค้ายิ้มกว้างจนปากแทบจะฉีกถึงคิ้ว และตรงเข้ามาเกาะแขนผมอยากออดอ้อน

“ริวจังขึ้นห้องกันเถอะ เค้าง่วงแล้ว^-^”พูดจบก็ กึ่งลากกึ่งจูงผมไปที่ลิฟต์ทันที ผมหันกลับไปมองด้านหลังก็เห็นยามะจังกำลังคุยอะไรบางอย่างกับยูโตะอยู่ ยูริออกแรงดึงแขนผมเข้าไปในลิฟท์

ระหว่างที่ลิฟท์กำลังขึ้น ในหัวของผมมีแต่ภาพของยามะจังแล้วก็ยูริ ผมไม่ได้หึง..ผมรู้ความรู้สึกของตัวเองดี น่าแปลกที่ผมไม่รู้สึกแบบนั้นแล้วเวลาที่ยูริทำอะไรแบบนี้กับยามะจัง แม้ตอนแรกผมจะหมั่นไส้ยามะจังจนอยากจะเตะเค้าไปไกลๆก็ตาม แต่เพราะว่าความสนิทสนมของยามะจังแล้วก็ยูริ สองคนนี้ทำงานกันทีไรก็เจอหน้ากันตลอด แถมไปมียูนิตย่อยเป็นNYCก็ ยิ่งได้เจอกันบ่อยมากยิ่งขึ้น ผมจะรู้สึกสบายใจเสียด้วยซ้ำเวลาที่ยูริอยู่ด้วยกันกับยามะจัง แม้ยามะจังจะมีนิสัยห่ามๆชอบโวยวาย ส่งเสียงดังแต่ลึกๆแล้วเค้าเป็นคนอ่อนไหวง่าย แล้วก็มองอารมณ์และความรู้สึกออกมาได้ง่ายมากๆ เผลอๆอาจจะง่ายกว่ายูริเสียอีก บางครั้งผมก็รู้สึกกลัวยูริอยู่เหมือนกัน เค้ามักจะยิ้มอยู่ตลอดเวลาก็จริง แต่นั่นแหละที่ทำให้ผมรู้สึกกังวลใจเพราะผมไม่รู้ว่าภายใต้รอยยิ้มนั้นยูริ เก็บงำความรู้สึกอะไรเอาไว้บ้าง

ไม่ใช่ว่าที่ผมไม่ถามแปลว่าผม ไม่สนใจหรอกนะ..ผมสนใจทุกเรื่องที่เป็นเรื่องของยูริ เพียงแต่ผมไม่อยากถามเค้าซอกแซกมากนัก เพราะมันจะดูเหมือนผมไปจับผิดเค้า ผมอยากให้เค้าเล่าออกมาด้วยความรู้สึกที่อยากเล่ามากกว่า

เราสองคนกลับเข้ามาในห้องพักอีก ครั้ง หน้าต่างริมระเบียงถูกเปิดเอาไว้ ยูริชอบบรรยากาศห้องที่เย็นๆ และเค้าก็ใส่ชุดนอนไม่เหมือนคนอื่นเค้าด้วย เค้าใส่กางเกงในตัวเดียวนอน=.= มันอาจจะดูน่าตื่นเต้นแต่สำหรับผมแล้วมันก็เร้าใจอยู่หรอกนะ แต่พอผมคิดจะทำอะไร หรือแม้แต่จะแค่กอดเค้าเวลาที่เค้านอนเค้ายังไม่ยอมให้ผมแตะตัวเลย เวลาที่เค้านอนเค้าจะไม่ให้ใครมายุ่งโดยเด็ดขาด และที่สำคัญคือเค้าจะแย่งผ้าห่มไปห่มคนเดียวหมดเลยด้วย(-.-)

ตุบ~

ยูริทิ้งตัวลงนอนบนเตียงสปริง หนานุ่ม ฝังหน้าลงกับหมอนใบใหญ่ ซึ่งนั่นทำให้ผมนึกถึงทาคาคิขึ้นมา เมื่อกี้นี้ผมเห็นแม่บ้านเข็นรถทำความสะอาดเข้าไปในห้องของทาคาคิ

ผมรู้ว่ามันไม่ดีที่ผมทำร้าย ความรู้สึกทาคาคิ..แต่มันก็ช่วยไม่ได้ เพราะยูริเป็นของผม แน่นอินว่าถ้ายูริรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรแบบนี้อยู่ล่ะก็เค้าจะต้องโกรธผมมาก แน่ๆ

“อิวอัง~”เสียงเล็กแหลมอู้อี้พูดกับผม

“หืม?”ผมนั่งลงบนเตียง เตียงยุบลงมาทางฝั่งผมนิดหน่อย

ฝึ่บ~ ผลัก~

จู่ๆยูริก็ลุกขึ้นนั่งแล้วผลัก ผมนอนราบบนเตียง เค้าหอบหายใจใบหน้าแดงก่ำนั่งทับอยู่ตรงกลางลำตัวของผม สายลมเย็นๆพัดผ้าม่านสีขาวโปร่งแสงปลิวสะบัดเป็นระลอกคลื่น เส้นผมละเอียดราวกับเส้นไหมของยูริพลิ้วไสวตามแรงลม

“ริวจังน่ะ หล่อมากเลยนะรู้ตัวมั้ย^^”นิ้วเรียวสวยไล้ตั้งแต่หัวคิ้วมาจนถึงปลายจมูกของผมเบาๆ

“ริวจังไม่ใช่คนเจ้าชู้เลย~”นิ้วบางหยิกแก้มผมเบาๆ

ตึกตักๆ

หัวใจของผมเต้นรัวแรงกับคำพูด ของยูริ ร่างกายของผมร้อนผ่าว ผมรู้สึกดีกับคำพูดของยูริมากจนเผลอลืมเรื่องที่ทำให้รู้สึกกังวลใจไปชั่ว ขณะ ยูริเสยผมหน้าม้าของผมเบาๆ และยิ้มกว้างโชว์ฟันกระต่ายอย่างน่ารักน่าหยิก ผมสัมผัสผิวแก้มเนียนละเอียกของยูริบ้าง ใบหน้าของเค้าเล็กกว่าผมมากผิวเนียนใสเนียนนุ่มราวกับผิวของผู้หญิง

ผมพึ่งตระหนักได้ถึงความรู้สึก ของตัวผมเอง..ที่ผมไม่เจ้าชู้ ที่ผมไม่มองคนอื่น เพราะผมรักยูริ..ผมรักเค้ามาก ผมไม่อยากเสียเค้าไป ผมอยากให้เค้าอยู่เคียงข้างผมแบบนี้ตลอดไป ผมขาดเค้าไม่ได้

อยากจะหยุดเวลาเอาไว้แบบนี้ตลอดไป...

 

ตอนต่อไป >> ยูโตะ

 

----------------------------------------------------

 

 

วีนัส : เอามาลงแล้วนะจ้ะ ขอโทษด้วยน้าหายไปตั้งหนึ่งอาทิตย์กว่าๆToT~ คราวนี้เอามาลงเพิ่มเนาะ คราวที่แล้วเพลงที่ประกอบเค้าไปอัพคลิปของอาราชิเลยโดนลิขสิทธิ์เค้าเลยอัพ ไปใหม่ ยังไงก็ลองฟังประกอบดูน้า ตอนนี้เนื้อเรื่องกำลังใกล้แล้ว อีกสักพักก็จะถึงไคล์แมกซ์ของริวชี่แล้ว และหลังจากนั้นไปจะเป็นส่วนของนากายามะ ขอบคุณทุกๆคนที่ติดตามมาตั้งแต่ภาคแรก และพึ่งติดตามนะจ้ะ^-^ ขอบคุณทุกๆคนที่เข้ามาอ่านเล้ย^_^ ช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นลง รักษาสุขภาพกันด้วยน้านอนพักผ่อนกันให้มากๆเนาะ เค้าก็ง่วงนอนตลอดเวลาเลยบรรยากาศเป็นใจ ฮ่าๆ

ปล.ตอนต่อไปของยูโตะอาจจะมีฉากเรตนะจ้า เค้าจะซ่อนเนื้อหาที่เรตไปในบล็อกเน่อ^^