ไดอารี่ของยามะจัง ตอน : เสียใจ
posted on 27 Jan 2012 17:11 by venus- in Fiction
ยามะจัง ตอน : เสียใจ
ช่วงนี้ผมฟิตร่างกาย ฟิตกล้ามเนื้อเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับคอนเสิร์ตSUMMARYที่จะเริ่มในเร็วๆนี้ ช่วงก่อนหน้าที่จะซ้อมคอนเสิร์ตเมมเบอร์ทุกคนจึงไม่ค่อยได้เจอกันสักเท่าไหร่เลย
ช่วงนี้ผมเองก็ไม่ค่อยได้เจอ หน้ายูโตะด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่เพราะว่าผมไม่ว่างจนไม่มีเวลาไปเจอเค้าหรอกนะ แต่ดูเหมือนมันจะเป็นฝ่ายที่ไม่ว่างเองมากกว่า เห็นบอกว่าช่วงนี้มีงานอดิเรกที่สนใจเพิ่มขึ้นอีก รู้สึกว่าตอนนี้จะไปสมัครเป็นสมาชิกของชมรมขี่ม้าแล้วเรียบร้อยด้วยหลังจาก ที่ไปใช้บริการมาแล้วหลายครั้ง
วันนี้ผมมาถ่ายแบบเดี่ยวที่สตูดิโอที่นึงในโตเกียวล่ะ..
ไหนๆก็ออกมานอกบ้านแล้ว แวะไปหายูโตะที่บ้านสักหน่อยดีกว่า วันหยุดสุดสัปดาห์แบบนี้หมอนั่นคงจะไม่ออกไปไหนหรอกนะ
เรียวสุเกะก้มลงอ่านโฆษณาใบปลิวในมือ มันเป็นร้านอาหารอิตาเลียนร้านใหม่ที่เค้าพึ่งไปทานกับยูโตะเมื่อไม่นานนี้ แต่หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาเขาก็ไม่ได้เจอหน้ายูโตะอีกเลย ริมฝีปากบางได้รูปยกยิ้มนิดๆ
ผมนั่งรถไฟมาลงที่แถวบ้านยูโตะ และแวะซื้อพาสต้าที่ร้านอาหารอิตาเลียนคนละร้านกับที่ไปกินคราวที่แล้ว เห็นคราวก่อนบ่นว่าอยากกินอีก
ซื้อพาสต้าไปฝากหน่อยดีกว่า..
เรียวสุเกะเดินออกมาจากร้านอาหารอิตาเลียนด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม เค้าไกวถุงก๊อบแก๊บในมือที่ใส่กล่องพาสต้าที่พึ่งทำเสร็จร้อนๆอย่างอารมณ์ดี วันนี้ตอนเย็นพยากรณ์อากาศบอกว่าฝนจะตกในโตเกียวด้วย โชคดีที่เค้าพกร่มมาด้วย แต่ว่าวันนี้เค้าตั้งใจที่จะนอนค้างที่บ้านของยูโตะต่อเลย เพราะอย่างนั้นแล้วร่มขนาดใหญ่ที่ไม่ใช่ร่มพับจึงดูเกะกะและหนักมิใช่น้อย แต่เรียวสุเกะก็ไม่ได้สนใจมันมากเท่าไหร่นัก เค้ารู้สึกดีใจจนลิงโลดที่จะได้เจอหน้ายูโตะอีกครั้งเสียมากกว่า
ร่างเล็กหยุดยืนอยู่หน้าบ้านหลังใหญ่สไตล์ยุโรปผสมญี่ปุ่นนิดๆที่คุ้นเคย ดวงหน้าหวานแย้มยิ้มเล็กๆ และยืนหลบที่ข้างบ้านหลังนึงเพื่อกดโทรหายูโตะ
(ว่าไง มีอะไรหรอ?) เสียงทุ้มนุ่มพูดขึ้นมา เรียวสุเกะยิ้มกว้าง
“ยูโตะ วันนี้ฉันไปบ้านนายได้มั้ย?”
(เอ๊ะ?..วันนี้น่ะหรอ? อย่าพึ่งเลย..ฉันกำลังซ้อมแบบฝึกหัดกลองอันใหม่ที่พึ่งซื้อมาอยู่น่ะ ไว้วันหลังแล้วกันนะ)
“...”รอยยิ้มกว้างของเรียวสุเกะไม่ได้หุบลง แต่สายตาของเค้าเศร้าลงถนัดตา
(ยามะจังอยู่ไหนหรอ?)
“อะ..อ๋อ ที่ทำงานน่ะ”
(มีอะไรหรือเปล่า?)
“ปละ..เปล่าๆ ฉันก็แค่โทรมาถามนายเฉยๆ ดีนะเนี่ยที่โทรมาหาก่อน นายไม่ว่างพอดีเลย”
(โทษทีนะ พอดีช่วงนี้มันต้องใช้สมาธินิดนึงน่ะ)
“อื้อๆ ฉันเข้าใจๆ”เรียวสุเกะโกหกออกไปคำโต ทั้งๆที่เค้าเองก็มาถึงหน้าบ้านยูโตะแล้ว แถมยังซื้อพาสต้ามาฝากด้วยอีกต่างหาก ไม่รู้ทำไมเค้าถึงตอบยูโตะกลับไปแบบนั้น อาจจะเป็นเพราะว่าน้ำเสียงที่ดูเหนื่อยล้าของยูโตะล่ะมั้ง.. ที่ทำให้เรียวสุเกะคิดไปเองว่าถ้าเค้าบอกว่าอยู่ที่หน้าบ้านยูโตะ ยูโตะอาจจะรู้สึกลำบากใจก็ได้..
(งั้นแค่นี้ก่อนนะ ไว้เดี๋ยวค่ำๆโทรไปหานะ)
“อื้อ”
ทำไมนะ.. เรื่องแค่นี้ ทำไมผมถึงได้รู้สึกน้อยใจจังเลย..
ถ้าหมอนั่นรู้ว่าผมมาหามันถึงบ้านแล้ว มันจะให้สำคัญกับผมมากกว่ากลองหรือเปล่านะ อยากจะรู้จริงๆ..
มันก็คงไม่มีทางเลือกแล้วสินะ.. โดนตอบกลับมาแบบนี้ก็ต้องกลับบ้าน เราเองก็ดันไปพูดแบบนั้นอีก แต่จะให้พูดความจริงไปก็รู้สึกแย่ที่ไปรบกวนเวลาส่วนตัวของมันอีก
เฮ้อ~เซ็ง
อารมณ์นี้ยังไม่รู้สึกอยากกลับบ้านเลย.. แวะกลับไปที่ร้านคาเฟ่ที่ไปกับยูโตะบ่อยๆดีกว่า หาอะไรกินด้วย
ผมเดินหันหลังจากบ้านยูโตะมา ใจมันรู้สึกหนักอึ้งยังไงก็ไม่รู้ มันก็จริงอยู่ที่ผมคิดมากแล้วก็น้อยใจกับคำพูดของมัน แต่มันก็เป็นความผิดของผมเอง ที่คิดจะมาเซอร์ไพรส์มัน แต่ว่ามันดันไม่ว่างและก็กำลังอยู่ในช่วงเวลาส่วนตัวด้วย
แต่มันก็รู้สึกเสียใจอยู่ดีอ่า T_T
#คาเฟ่ seishun
ในที่สุดผมก็มาถึงที่ร้านคาเฟ่ที่แต่ก่อนแวะมากับยูโตะอยู่บ่อยๆ ที่ร้านนี้เคยใช้เป็นที่นัดเจอกันของเพื่อนๆที่โรงเรียนด้วย เวลาที่นัดไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าหรือร้องคาราโอเกะกันก็จะใช้ร้านนี้เป็นสถานที่ที่นัดเจอกันอยู่เสมอ
เรียวสุเกะห้อยวางร่มขนาดใหญ่ที่พกมาไว้ที่ราวแขวนร่มด้านนอกทางเข้าร้าน ด้านในร้านมีลูกค้าบางตาไม่ค่อยมากนัก เรียวสุเกะเลือกนั่งตรงริมหน้าต่างข้างในสุด และสั่งเมนูเดิมที่มักจะสั่งอยู่บ่อยๆเวลาที่มาที่ร้านนี้
อาหารชุดถูกวางไว้อยู่ตรงหน้า เรียวสุเกะคว้าแก้วที่บรรจุน้ำครีมโซดาสีเขียวใส มือเล็กจับที่ปลายหลอดคาเอาไว้แบบนั้น ดวงตากลมโตเหม่อลอยไร้จุดหมาย
เสียงกระดิ่งของร้านครั้นที่ลูกค้าเปิดประตูเข้ามาในร้านดังกรุ๋งกริ๋ง เรียวสุเกะดึงสติตัวเองกลับมาได้ และเริ่มลงมือทานอาหารตรงหน้า อาหารของร้านที่นี่ เรื่องค่าใช้จ่ายเวลาที่คิดเงิน ให้วางเงินเอาไว้ตรงที่ตะกร้าเล็กๆใต้โต๊ะได้เลย จะให้ราคาเกิน หรือเท่ากับค่าอาหารเลยก็ได้ แม้จะเป็นช่องโอกาสที่ทำให้คนโกงได้ แต่ร้านนี้ก็ยังคงใช้วิธีนี้ทำอยู่ตราบจนถึงวันนี้ ซึ่งก็เป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของร้านนี้ด้วย
“เฮ้อ~”ผมพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ เพราะยูโตะน่ะแหละ..มันคนเดียวเลย ตั้งแต่ผมเดินกลับมาจากบ้าน มันในหัวของผมมีแต่เรื่องของมันทั้งนั้นเลย
“สองที่นะครับ..เชิญตามสบายเลยครับ”เสียงพนักงานดังขึ้น มีคู่รักคู่นึงนั่งอยู่อีกฝั่งเลยจากตรงที่ผมนั่งไปนิดหน่อย
โอ๊ย! เดี๋ยวนี้ยูโตะมันไม่คิดจะสนใจความรู้สึกผมบ้างเลยหรือยังไงกัน!?>O<
ก็ใช่!! ตอนนี้มันก็ยังส่งข้อความมาหาผมอยู่ แต่ว่าแล้วจะทำไมล่ะ!? ยังไงมันรู้สึกว่ามันไม่เพียงพออยู่ดีนี่นา!
ชึ หงุดหงิดว้อยยยย>O
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเล่นเกมส์ และสายตาก็เหลือบไปเห็นยูโตะเดินเข้ามาในร้านพอดี ผมสะดุ้งตกใจที่จู่ๆก็เห็นมันเดินเข้ามาในร้าน แต่ทว่ามันเดินข้ามไปอีกฝั่งที่อยู่เยื้องกันกับผมไปเล็กน้อย
เอ๊ะ? ไหนมันบอกว่าต้องซ้อมกลองไม่ใช่หรือไง? แล้วทำไมถึงมาที่คาเฟ่นี้ล่ะ? มีนัดกับใครกะทันหันอย่างนั้นหรอ?
ผมไม่สามารถหยุดความสนใจในเรื่องของมันได้เลย ผมกระเถิบตัวพยายามมองไปยังโต๊ะที่อยู่เยื้องจากโต๊ะของผมไปเล็กน้อง
“ขอโทษทีๆ รอนานมั้ยๆ”มันนั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม และหันไปสั่งน้ำอัดลมกับพนักงาน
ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร...
ผมไม่เข้าใจผิดแน่ๆ..มันอยู่กับผู้หญิงคนอื่น..
แล้วผู้หญิงคนนั้นผมก็รู้จักเป็นอย่างดีด้วย..เธอคือ โอโกะ เพื่อนร่วมชั้นเดียวกันกับผม..
“สุซุกะจังมาถึงนานแล้วหรือยัง?”
ห๊ะ? หมอนี่เรียกโอโกะว่าสึซึกะจังตั้งแต่เมื่อไหร่..อยู่ห้องเดียวกันเหมือนกันทำไมผมไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย น่าโมโหว่ะ! แม่ง.. บอกกับผมว่าไม่ว่างจะซ้อมกลอง ไอ้ตอแหลเอ้ย..ที่แท้ก็มีนัดกับโอโกะอย่างนั้นหรอ!?
ผมรู้สึกโกรธจนทำอะไรไม่ถูก สิ่งที่ผมคิดได้อย่างแรกก็คือ สิ่งที่ผมคิดอยู่ในตอนนี้อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญที่เข้าใจผิดก็ได้ เพราะฉะนั้นแล้ว สิ่งที่จะยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญก็คือตัวยูโตะเอง..
ผมตัดสินใจส่งข้อความไปหายูโตะระหว่างที่มันกำลังนั่งคุยกับโอโกะอยู่
- ซ้อมกลองอยู่สินะ เป็นยังไงบ้าง? –
มันอาจจะเป็นข้อความที่ประหลาดไปสักหน่อยที่จู่ๆผมก็ส่งไปแบบนี้ แต่ผมอยากรู้ว่ามันจะตอบกลับมายังไง ผมนั่งจ้องมองมันจากทางด้านหลัง แปปเดียวมันก็ล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง โอโกะมองมาที่ยูโตะ และเหลือบมองมาแถวๆผมด้วย ผมรีบหลบมาหลังเก้าอี้ หยิบหมวกและผ้าปิดปากขึ้นมาใส่อำพรางหน้าตาตัวเองทันที
แปปเดียวมันก็พิมพ์ข้อความส่งตอบกลับมา
- อื้ม กำลังฝึกอยู่เลยล่ะ แบบฝึกหัดใหม่มันต้องใช้สมาธิพอสมควรเลย เดี๋ยวฉันขอปิดเครื่องก่อนนะ แล้วเดี๋ยวค่ำๆโทรไปหานะ – จาก ยูโตะ
ผมอ่านข้อความที่มันส่งตอบกลับมาแล้วรู้สึกเหมือนหน้าชาไปทั้งแถบ ผมพูดอะไรไม่ออก หัวสมองมันขาวโพลนไปหมด
ยูโตะ..โกหกผมหรอ?..
ผมเงยหน้าขึ้นไปดูฝั่งตรงที่นั่งตรงนั้นอีกครั้ง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ยูโตะยกมือเรียกพนักงานพอดี มันหันมาทางผม ผมจึงเห็นใบหน้าของมันได้อย่างชัดเจน..
ไม่ผิดแน่ๆ.. นั่นคือยูโตะ.. ยูโตะโกหกผมจริงๆน่ะหรอ.. ผมไม่อยากจะเชื่อเลย
- อย่างนั้นหรอ –
ผมส่งตอบกลับไปสั้นๆ ยูโตะหยิบไอโฟนขึ้นมาดูอีกครั้ง ก่อนจะเก็บใส่กระเป๋ากางเกงตามเดิมโดยที่ไม่ได้ตอบอะไรผมกลับมาอีก ซึ่งนั่นมันทำให้ผมรู้สึกแย่กว่าเดิม
ตั้งแต่ผมคบกับมันมา ผมไม่เคยถูกมันโกหกขนาดนี้มาก่อน มันจะเป็นเรื่องบังเอิญไม่ได้ว่าสิ่งที่ผมเห็นมันเป็นเพียงแค่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยที่ยูโตะไม่ได้ตั้งใจ เพราะหมอนี่บอกว่าจะซ้อมกลองอยู่ที่บ้าน มันก็ไม่ใช่เรื่องอยู่แล้วถ้ามันจะมานัดเจอคนอื่นแบบนี้ ผมไม่เคยโกรธเลย ถ้ามันบอกผมว่ามันไปกับใคร ถ้ามันบอกกับผมมาตรงๆผมจะรู้สึกดีมากกว่านี้อีก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่ายูโตะนอกใจผม เมื่อปีก่อนผมเคยเข้าใจผิดว่ามันชอบฮานะจังที่เป็นเพื่อนสมัยเรียน แต่เรื่องนั้นก็เคลียร์แล้วไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ แล้วสิ่งที่ยูโตะทำในตอนนั้นก็เพื่อให้ผมรู้ใจตัวเอง..ซึ่งในตอนนั้นผมก็ทำตัวงี่เง่าเอง อันนี้ผมยอมรับเลย
แล้วเหตุการณ์ที่ผมเห็นตรงหน้านี้มันคืออะไร..
สิ่งที่ผมคิดได้ในตอนนี้ก็คือหยิบเงินออกมาจากกระเป๋าสตางค์วางไว้ที่ตะกร้าด้านล่างแล้วรีบออกจากร้านนี้ไปให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้
ผมคว้ากระเป๋าเป้ขึ้นสะพาย หยิบถุงพาสต้าขึ้นมาด้วย ผมเดินผ่านไปตรงทางเดินของร้าน ยิ่งเห็นหน้ามันใกล้ๆมันก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก
“หลังจากนี้ไปร้องคาราโอเกะกันมั้ย?”โอโกะ
“อื้อ ดีนะๆ ช่วงนี้ฉันไม่ค่อยมีโอกาสได้ไปเลยด้วย”ยูโตะตอบด้วยน้ำเสียงที่ดูดีใจเล็กน้อย
เรียวสุเกะรู้สึกว่าขาที่ก้าวเดินนั้นหนักอึ้ง อยากจะเดินหนีไปให้ไวที่สุดแต่เสียงสนนทนาของทั้งสองคนนั้นมันก็ยังเล็ดลอดเข้ามาในหูอยู่ดี เรียวสุเกะก้าวพ้นเขตโต๊ะของทั้งสอง เค้าก็รีบวิ่งออกจากร้านไปทันที
เรียวสุเกะรีบร้อนวิ่งออกมาจากร้าน โดยไม่ทันได้คว้าร่มที่แขวนไว้หน้าร้านมาด้วย เค้าวิ่งออกมาอย่างสุดกำลังจนเหนื่อยหอบอยู่ที่ริมถนนแห่งหนึ่ง เค้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองวิ่งมาอยู่ตรงไหน รู้ตัวอีกทีรอบกายก็เต็มไปด้วยบ้านของผู้คนไม่ใช่ร้านรวงดั่งเช่นเดินเล่นมาก่อนหน้านี้
ผมรู้สึกช็อคกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนพูดอะไรไม่ออกจริงๆ.. แบบนี้หรือเปล่านะที่เค้าเรียกว่าแฟนนอกใจ?..
ในตอนนี้ผมรู้สึกเสียใจ และหดหู่มากจนไม่อยากจะเจอหน้าใครทั้งนั้น ผมอยากอยู่คนเดียว และตอนนี้ผมก็ไม่รู้สึกอยากกลับบ้านเลยแม้แต่สักนิดด้วย แม้ว่านี่ก็ใกล้จะมืดแล้วก็ตาม
ผมควรจะทำยังไงดี?
ผมจะถามเรื่องนี้กับมันไปตรงๆดีมั้ย?..
แต่ว่า..ถ้ามันตอบผมกลับมาตรงๆล่ะ..
ผมจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปโดยที่ทำเป็นไม่รับรู้อะไรเลยดีมั้ยนะ?
หยดน้ำฝนเม็ดใหญ่ตกลงตรงแก้มของเรียวสุเกะพอดิบพอดี เรียวสุเกะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เปลี่ยนเป็นสีเทาอึมครึม เหมือนกับความรู้สึกของเค้าตอนนี้ไม่มีผิด.. สายฝนเม็ดใหญ่เทกระหน่ำลงมาโดยที่เรียวสุเกะยังคงยืนแช่อยู่ที่เดิมในท่าแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าก่อนจะก้มหน้าลงช้าๆ และก้าวเดินท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมา แต่ทว่าเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็สะดุดเข้ากับแง่งปูนซีเมนต์ที่ยื่นออกมาจนล้มลงไปกับพื้น หัวเข่าทั้งสองข้างกระแทกพื้นปูนเต็มแรง กล่องพลาสติกที่บรรจุพาสต้ามากระเด็นออกจากถุงแตกอยู่ตรงหน้า..
เรียวสุเกะพยายามยันกายลุกขึ้นยืน แต่หัวเข่าทั้งสองข้างเจ็บแสบมากจนล้มลงไปกับพื้นอีกรอบ
“ฮึก..”เรียวสุเกะไม่สามารถสะกดกลั้นความรู้สึกเสียใจที่มีอยู่เต็มอกของตัวเองตอนนี้เอาไว้ได้อีกต่อไป ดวงตากลมโตแดงก่ำรื้นไปด้วยน้ำตา ฟันขาวขบริมฝีปากร่างจนขาวซีด
“อึ่ก..มันเจ็บนะ ยูโตะ ฮึ่ก”เรียวสุเกะยันตัวลุกขึ้นนั่ง หัวเข่าทั้งสองข้างถลอกปอกเปิกเนื้อผ้ายีนส์ที่บางถลอกขาดจนเห็นเลือดไหลออกมาเป็นทางยาว เรื่องราวภาพความทรงจำเรื่องราวในอดีตหลั่งไหลเข้ามาในความคิดของเรียวสุเกะไม่ขาดสาย
“จะจานนน..! น่ารักใช่ไหม? เหมาะกับยามะจังที่สุดเลยยย”
“หา=__=”ผมไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้เลย ผมจ้องมองที่คาดผมนั้น อย่าบอกนะว่ามันซื้อมาให้ผมจริงๆ
“ใส่ให้ดูหน่อยสิO.oยามะจังใส่แล้วต้องน่ารักแน่ๆเลย^-^”มันยิ้มแฉ่ง
ผมหยิบที่คาดผมนั้นมาใส่ ยูโตะยิ้มกว้างกว่าเดิม
“ว่าแล้วเชียวว่ายามะจังใส่แล้วต้องน่ารัก น่ารักที่สุดเล้ย หมั่นเขี้ยว งื้อ~”
“ไม่ว่าจะอีกนานเท่าไหร่ ยามะจังก็คือคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดของฉันเสมอนะ..”
“บ้าที่สุด! บ้าๆๆ!!”เรียวสุเกะยกกำปั้นขึ้นทุบพื้นอย่างเจ็บใจ ก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นมา โยนถุงพาสต้าและกล่องพาสต้าที่ชุ่มน้ำฝนไปหมดลงถัง
ผมเคยคิดว่ามันจะมองแค่ผมคนเดียว..ตอนนี้คงจะไม่ใช่แล้วสินะ
เห็นเหตุการณ์แบบนี้ ผมไม่สามารถคิดในแง่ดีได้เลยว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ..
“ยามะดะ?”เสียงใครบางคนดังขึ้นจากทางด้านหลังผม
“ฮิคารุคุง..?”
“ทำไมเปียกฝนแบบนั้นล่ะ เอ๊ะ! นายหกล้มหรอ!?”ฮิคารุถือล่มสีใส ในมือเต็มไปด้วยถุงก๊อบแก๊บที่บรรจุผักผลไม้เต็มไปหมด
“อะ..อื้อ”ผมพยายามปาดน้ำตาออกจากหน้าให้หมด ฝนตกหนักแบบนี้ฮิคารุคุงคงจะมองไม่ออกหรอก
“นี่นายร้องไห้หรอเนี่ย?”ฮิคารุคุงจับแก้มผมแทบจะทันที ความลับที่ผมพยายามปกปิดเอาไว้แตกแทบทันทีที่ผมสบตากับเค้า
“ฮึก..อื้อ”พอได้ยินเค้าพูดแบบนั้นผมก็เริ่มร้องไห้ออกมาอีกครั้ง
“เฮ้ย ใจเย็นๆก่อน.. มีเรื่องอะไร ค่อยๆพูดค่อยๆจาก็ได้..”
“ฮึ่ก..ฮิคารุคุง ฮือToT”
“ใจเย็นๆก่อน.. แวะมาที่บ้านฉันหน่อยมา”
“จะดีหรอ?”ผมยืนตัวแข็ง รู้สึกเกรงใจขึ้นมา
“นายจะเดินกลับทั้งๆที่แผลเหวอะหวะแบบนั้นไม่ได้นะ มาที่บ้านฉันก่อนเลยจะทำแผลให้ด้วย”ฮิคารุคุงดึงผมเข้าไปอยู่ในร่มคันเดียวกัน แล้วเดินนำทางไปทันที
ตลอดทางที่ผมเดินกับฮิคารุ ผมไม่กล้าพูดอะไรออกมา และตัวผมเองก็ไม่เคยไปที่บ้านของฮิคารุคุงมาก่อนเลยด้วย จิเนนชอบไปเที่ยวเล่นอยู่ที่บ้านของฮิคารุคุงอยู่บ่อยๆ เห็นจิเนนบอกว่าบ้านสะอาดมากๆเลย ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือช่วงที่หยุดยาวครอบครัวของฮิคารุคุงจะแวะมาอยู่ด้วยที่บ้าน เพราะฉะนั้นแล้วส่วนใหญ่ฮิคารุคุงจึงอยู่บ้านคนเดียวตลอด
เค้าเป็นรุ่นพี่คนเดียวในจั้มพ์ที่แม้แต่ตอนนี้ผมก็ยังรู้สึกกลัวเค้า เพราะเค้าเป็นคนที่เดาอารมณ์ความรู้สึกได้ยากมาก มีอยู่ครั้งนึง สมัยที่ผมเป็นJr.ตอนที่ไปเที่ยวกันที่สวนสนุกผมไปพูดอะไรสักอย่างนี่แหละ แล้วโดนฮิคารุคุงตะโกนด่ากลับมาว่า “อย่ามาพูดจาล้อเล่นกันนะเว้ย!” แล้วตอนนั้นเสียงเค้าน่ากลัวมาก ผมเงียบมาตลอดทางเลย แทบจะไม่อยากไปสวนสนุกเลยด้วยตอนนั้น แล้วพอมาถึงที่สวนสนุกฮิคารุคุงดันมาบอกว่าเค้าแกล้งหยอกผม เท่านั้นแหละผมร้องไห้โฮออกมาเลย มันเป็นเหตุการณ์ที่ผมลืมไม่ลงเลยจริงๆ มันเป็นเรื่องที่น่าอายด้วยที่ผมร้องไห้ออกไปแบบนั้น แต่ตอนนั้นผมรู้สึกกลัวเค้ามากจริงๆ เพราะผมเดาอารมณ์ฮิคารุคุงไม่ออกจริงๆว่าเค้าโกรธจริงหรือแกล้งโกรธกันแน่T^T
เรียวสุเกะเดินเข้ามาในบ้านที่อยู่ในอพาร์ตเมนต์ของฮิคารุ เขาถอดรองเท้าที่เปียกชุ่มน้ำวางไว้ข้างๆรองเท้าของฮิคารุ ฮิคารุเดินหายเข้าไปอีกห้อง ก่อนจะกลับมาพร้อมกันกับเสื้อผ้าชุดหนึ่ง
“ใส่นี่ไปก่อน เดี๋ยวจะไม่สบายเอา”
“ขอบคุณนะ..”ผมรับชุดมาถือเอาไว้ในมือ ฮิคารุคุงบุ้ยปากบอกห้องน้ำอยู่ทางซ้ายมือ ผมหิบเสื้อผ้าไว้ในอ้อมแขนและวางกระเป๋าเป้ไว้ที่พื้นไม้ปาร์เก้ และเดินเข้าไปในห้องน้ำ ระหว่างทางที่เดินผมก็สำรวจรอบบ้านของฮิคารุ ของทุกอย่างถูกจัดวางกันอย่างเป็นระเบียบ ดูกจากตรงนี้แล้วน่าจะเป็นห้องสองห้อง ห้องน้ำหนึ่ง แล้วก็ห้องครัว
หน้าประตูห้องน้ำมีพรมยางรูปกบสีเขียววางอยู่ หน้าประตูที่ปิดเอาไว้มีสติกเกอร์นูนติดเอาไว้ว่า TOILET ผมเปิดประตูเข้าไปข้างในห้องน้ำ กลิ่นคล้ายๆกับอโรม่าโชยกินขึ้นมาอ่อนๆ ผมหันไปทาด้านซ้ายมีโถที่จุดเทียนอโรม่าเอาไว้อยู่น่าจะเป็นกลิ่นดอกลาเวนเดอร์
ผมถอดกางเกงถอดชั้นในถอดทุกอย่างในร่างกายออกจนเหลือเพียงตัวเปลือยเปล่า ด้านหน้าผมมีกระจกบานใหญ่ขนาดเท่าครึ่งตัวตั้งเอาไว้อยู่ ผมก้มลงมองตรงบริเวณหัวเข่าที่เป็นแผลถลอกเหวอะหวะ เลือดสีแดงสดไหลผ่านหน้าแข้งเป็นทางยาวไปจนถึงข้อเท้า ในตอนแรกผมไม่รู้สึกเจ็บเลย แต่ตอนนี้กลับเริ่มรู้สึกแสบๆและตึงๆขึ้นมาแล้ว
เรียวสุเกะเดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับเสื้อยืดสีเหลืองและกางเกงขาสั้น ฮิคารุนั่งรออยู่ที่ห้องนั่งเล่นอยู่ก่อนแล้ว
“วางไว้ในตะกร้านั้นเลย เดี๋ยวซักแห้งให้เอง”
“จะดีหรอ..เดี๋ยว..”
“ช่างเถอะน่า มาๆมานั่งตรงหน้าจะทำแผลให้”ฮิคารุคุงตบเบาะโซฟาข้างๆตัว ผมใส่เสื้อผ้าเข้าไปในตะกร้าผ้า และเดินมานั่งที่ตรงโซฟา โต๊ะกระจกใสตรงหน้ามีกล่องยาสีขาวกล่องเบ้อเริ่มวางอยู่ ฮิคารุคุงเปิดฝากล่องออก และหยิบหยูกยาขึ้นมาอย่างชำนาญ
“เมื่อกี้นี้ล้างแผลในห้องน้ำมาแล้วหรือยัง?”
“ล้างแล้ว”
“อืม..”ฮิคารุคุงพึมพำในลำคอ แล้วหยิบสำลีออกมาจากกระปุกกลมๆสีขาวที่วางซ้อนอยู่ด้านใน ก่อนจะหยิบขวดแอลกอฮอล์ เบนตาดีน และคัตเติ้ลบัตออกมาวางเรียงกัน
“เอ่อ..เดี๋ยวทำเองก็ได้”ผมเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมา และทำท่าจะไปหยิบสำลีมาจากมือของฮิคารุคุง
“ไม่ได้!”
“กะ..ก็ได้”ผมนั่งตัวแข็งแต่โดยดี ทำไมต้องทำหน้าจริงจังกันด้วยล่ะ
ลืมไป.. ว่าฮิคารุคุงเป็นพวกจริงจังกับเรื่องพวกการปฐมพยาบาล หรือพวกที่จะต้องทำแผล และในกระเป๋าส่วนตัวของเค้าก็จะพกยาพวกนี้ติดตัวอยู่เป็นประจำเลยด้วย เค้าก็เลยกลายเป็นเหมือนกระเป๋าโดเรม่อนประจำวงไปโดยปริยาย
ผมเตรียมตัวนั่งตัวเกร็ง สะกดกลั้นเสียงตัวเองไม่ให้แหกปากร้องออกไป แต่สำลีชุบแอลกอฮอล์ที่แตะลงเบาๆที่บริเวณแผลของผม แผ่วเบามากจนผมรู้สึกจั้กจี้ ฮิคารุคุงมือเบามากๆ
นิ้วยาวๆจับนู่นจับนี่ทายาให้ผมจนสุดท้ายก็แปะพลาสเตอร์ยาให้จนเสร็จเรียบร้อย
“เสร็จแล้ว!”
ปิ๊ก!
ฮิคารุกดปิดกล่องปฐมพยาบาลเบาๆ และหันมามองเรียวสุเกะที่นั่งหัวเปียกอยู่ข้างๆ เรียวสุเกะจ้องตาฮิคารุกลับ แล้วก็หลบสายตาไปดื้อๆ
“แล้วเป็นไง.. ทำไมไปยืนร้องไห้ตากฝนมาแบบนั้นล่ะ?”
“ก็..”เรียวสุเกะอ้ำอึ้ง ดวงตากลมโตกลอกไปมารอบเบ้า ตั้งแต่ที่เข้ามาในบ้านของฮิคารุเขาก็ลืมเรื่องของยูโตะไปได้ชั่วครู่ แต่เมื่อฮิคารุถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ภาพอันแสนเจ็บปวดก็ฉายขึ้นในใจของเรียวุสเกะอีกครั้ง
“ทะเลาะกับยูโตะมาหรอ?”ฮิคารุถามขึ้นมาเงียบๆ เรียวสุเกะหยักหน้าหงึกหงัก น้ำตาร่วงเผลาะลงบนหลังมือทั้งสองข้างของตัวเองอย่างควบคุมไม่ได้
“นายนี่ขี้แยเหมือนตอนเด็กไม่เคยเปลี่ยนเลยนะเนี่ย”
“ฮิคารุคุงT^T”
“ถ้านายอยากเล่าก็เล่าให้ฉันฟังได้นะ ถ้าไม่อยากเล่าก็ไม่ต้องเล่าก็ได้ไม่เป็นไร”ฮิคารุพูดด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่ดูสบายๆ และหยิบนิตยสารข้างตัวขึ้นมาเปิดอ่าน
เรียวสุเกะนั่งก้มหน้า สูดน้ำมูกดังฟื้ดๆ น้ำตาเจ้ากรรมพาลไหลตลอดเวลาที่นึกถึงเรื่องของยูโตะจนพูดอะไรไม่ออกเลยสักคำ
“อย่าเอาแต่ร้องไห้สิ”ฮิคารุลูบแขนเรียวสุเกะเบาๆอย่างปลอบโยน เรียวสุเกะพยักหน้า
“กะ..ก็ ฉันจะเล่าเรื่องของฉันให้ฮิคารุคุงฟังได้จริงๆใช่มั้ย?”
“ได้สิ”
“ก่อนหน้านี้ฉันไปหายูโตะที่บ้าน แต่ก่อนที่ไปก็ไม่ได้บอกก่อนล่วงหน้าว่าจะไปหา ก็เลยซื้อพาสต้าไปฝาก แล้วพอมาถึงหน้าบ้านยูโตะแล้วก็ค่อยโทรไปหา แต่ปรากฏว่ายูโตะบอกว่าไม่ว่าง ต้องซ้อมแบบฝึกหัดกลองใหม่ที่พึ่งซื้อมา ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนะถ้าอยากจะฝึกซ้อม ตัวฉันก็ผิดเองที่ไม่ได้บอกก่อนล่วงหน้า.. แต่ว่าฉันดันไปเห็นยูโตะอยู่ในร้านอาหารกับผู้หญิงคนนึงน่ะสิ..”
“นั่นไง..พลาดซะแล้วยูโตะเอ้ย”
“พูดแบบนี้หมายความว่ายังไงหรอ?”
“เปล่าๆ ฉันหมายถึงว่า ยูโตะอาจจะเผลอลืมบอกนายก็ได้”
“แต่ฉันมั่นใจ ว่ายูโตะโกหกฉันนะ!!”
“เข้าใจ..ว่านายโกรธยูโตะ แต่มามัวร้องไห้แบบนี้มันก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอกนะ”
“อื้อ..”ผมไม่ได้รู้สึกดีใจกับคำพูดปลอบใจของฮิคารุคุงเลยแม้แต่สักนิด=.=
ไม่รู้ว่าเค้าเคยรักใครหรือเปล่า.. ถ้าเค้าได้ลองมารักใครสักคนนึง แล้วมารู้เอาทีหลังว่าคนที่เรารักอยู่กำลังนอกใจ ร้อยทั้งร้อยก็เสียใจกันทั้งนั้นแหละ รวมทั้งผมด้วย..ช็อคเลยล่ะ คงเพราะผมเชื่อใจแล้วก็ไว้ใจมันมากล่ะมั้ง ก็เลยกลายเป็นแบบนี้ เพราะเรื่องนี้หรือเปล่านะที่ยูโตะเคยถามตอนที่ไปเที่ยวกันที่โรงแรมของคุณปู่ทาคาคิ ว่าถ้าสักวันนึงไม่มีมันแล้วผมจะเป็นยังไงน่ะ..
“แต่ว่าบางทีได้ร้องไห้มันก็ทำให้ความรู้สึกที่อัดอั้นในใจมันทุเลาลงก็ได้นะ”จู่ๆฮิคารุก็มีท่าทีที่เปลี่ยนไป
“อืม..”ผมพึมพำในลำคอ ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนหัวมันชาจนคิดอะไรไม่ออกไปหมด
“งั้นฉันกลับบ้านก่อนดีกว่า..”ผมคว้ากระเป๋าเป้ชุ่มน้ำที่วางอยู่ที่พื้นขึ้นมาสะพาย
“อ้าว จะกลับแล้วหรอ ฉันยังไม่ได้ซักแห้งชุดของนายเลยนะ อยู่ที่นี่ก่อนสักพักสิแล้วค่อยกลับสิ”ฮิคารุคุงเรียกรั้งผมเอาไว้
“อื้ม”ผมนั่งลงตามคำขอของฮิคารุคุงอย่างว่าง่าย เพราะผมก็ไม่ได้รู้สึกอยากออกไปข้างนอกพบเจอผู้คนสักเท่าไหร่ อีกอย่างอยู่กับฮิคารุคุงตอนนี้ก็ไม่เสียหายอะไรด้วย
“เอ้า ทานน้ำชาผสมน้ำผึ้งก่อน จะได้รู้สึกดีขึ้น”ฮิคารคุงวางถ้วยชาขนาดเล็กตรงหน้าผม ผมขอบคุณเค้าแล้วหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบดื่ม
ผมรู้สึกชุ่มคอขึ้นมาเล็กน้อย หลังจากที่นั่งเงียบดื่มชามาสักพัก พอนั่งเงียบแล้วก็เริ่มรู้สึกมีสติกับเรื่องที่เกิดขึ้นมามากยิ่งขึ้น
“ถ้าฉันเป็นนาย เจอคนที่รักไปอยู่กับคนอื่นแบบนี้ก็คงจะเสียใจเหมือนนายล่ะนะ”ฮิคารุคุงพูดขึ้นมา เป็นจังหวะเดียวกันกับที่โทรศัพท์ของผมสั่นขึ้นมาพอดี
ผมล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงผ้ายืดขาสั้นที่ยืนฮิคารุคุงใส่ขึ้นมาดู
- ยูโตะ –
“ไม่รับหรอ?”ฮิคารุเอ่ยถามผมขึ้นมา
“อืม”ผมพึมพำและกดรับสาย
(ยามะจัง~ ทานข้าวเย็นยัง)
“...”
(ฮัลโล๊~ ได้ยินเสียงฉันมั้ย?)
“อื้ม”
(เป็นอะไร? ตอนนี้ฉันโทรไปรบกวนหรอ?)
“ยูโตะ..”
(ว่าไง..?)
“วันนี้ซ้อมกลองสนุกมั้ย?”
(เอ๊ะ? อ๋อ! สนุกสิ! แหมเรื่องแบบนี้ไม่เห็นจะต้องถามกันเลยนะ~ ช่วงนี้จิเนนสนใจเล่นกีตาร์โปร่งขึ้นมาด้วย ยามะจังสนใจเล่นด้วยมั้ย? ฉันเปิดรับสอนเดี่ยวตัวต่อตัวแบบพิเศษสุดๆไปเลยน้า~)
“อย่างนั้นหรอ..ดูน่าสนุกจังเลยเนอะ..”
ยูโตะ...คนหลอกลวง..
ตอนต่อไป >> ฮิคารุ
โอโกะซุซุกิ

วีนัส : ฉากฝนตก อินมาจากละครเรื่องลูกชายในอุดมคติ ฮ่าๆ ใครลองนึกฟีลนั้นตามจะได้อารมณ์ตามเลยล่ะ(><) ส่วนเรื่องโอโกะเค้านำมาเขียนด้วยโดยสร้างมาจากข่าวลือที่กุ๊กกิ๊กกับยูโตะในห้อง (>_<) ยังไงก็ช่วยติดตามตอนต่อไปด้วยนะจ้ะ ช่วงนี้อาจจะอัพไม่ค่อยติดต่อกันเพราะต้องทำซับละครเรื่องRisou No Musuko (ลูกชายในอุดมคติ) ติดตามได้ที่นี่เลยนะจ้ะ >> http://allaboutheysayjump.blogspot.com/
edit @ 27 Jan 2012 17:11:47 by venus



